THIS IS DOPE! แพชชั่นข้ามวงการ James Kent เมื่อเชฟเป็น Sneakerhead

Nike x Chef
เชฟ James Kent และทีมงานภายในร้าน

เรื่องราวของเชฟผู้มีใจรักในสนีกเกอร์กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่ผ่านมาก็มีเชฟที่เคยได้ร่วมออกแบบผลงานให้ Nike ด้วยเช่นกัน เรื่องราวในวันนี้ก็เป็นเชฟอีกคนหนี่งที่ทำงานในร้าน Fine dining หรือร้านอาหารหรูในย่านที่มีชื่อเสียงอย่างวอลล์สตรีทในแมนฮัตตัน James Kent เชฟผู้สวมใส่สนีกเกอร์ดูแลธุรกิจร้านอาหารของเขาทั้งสองร้านอย่าง ร้าน Crown Shy และร้าน Saga ซึ่งเขาใส่ทั้ง fragment design x Travis Scott x Air Jordan 1 Low และ Union x Air Jordan 1 วิ่งไปมาในครัวอย่างไม่กลัวเลอะ

นอกจากความหลงใหลในการทำอาหารและการบริหารจัดการร้านอาหารของเขาแล้ว เชฟ James Kent ยังได้แบ่งปันส่วนหนึ่งของหัวใจมาให้กับสนีกเกอร์อีกด้วย ในชั้นสะสมของเขาก็เต็มไปด้วยสนีกเกอร์โดยเฉพาะรุ่นคอลแล็บของ Nike และ Jordan ถึงแม้จะเป็นเจ้าของร้านหรู แต่ความรักในสนีกเกอร์ของเชฟก็จริงแท้แน่นอนจากจนสัมผัสได้ อีกทั้งลูกมือของเชฟภายในร้านก็เป็นสนีกเกอร์เฮดด้วยเช่นกัน จนเวลาลูกค้าเดินเข้ามาภายในร้าน Crown Shy หรือ Saga ก็จะเห็นภาพเชฟใส่ Off-White™ x Air Jordan 1 “Chicago” และทีมงานภายในร้านใส่สนีกเกอร์เดินไปเดินมา Union x Air Jordan 4 “Guava Ice.” เพราะถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นสนีกเกอร์เฮด เชฟก็จะซื้อสนีกเกอร์ให้คุณเป็นของขวัญในวันเกิดเอง

เชฟ James Kent เล่าว่าแพชชั่นของเขาและทีมงานเกี่ยวกับสนีกเกอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจร้านอาหารไปแล้ว พร้อมทั้งแบ่งปันเรื่องราวการทำร้านอาหาร Fin Dining ที่เป็นร้านอาหารหรูผู้คนที่มาที่ร้านก็จะต้องแต่งตัวที่ดูดีจนเป็นรูปแบบซ้ำๆ เหมือนๆ กัน แต่สำหรับเชฟความหรูของคนแต่ละเจเนอเรชันก็จะแตกต่างกันออกไป เขาเลยอยากให้คนที่มาที่ร้านอาหารของเขาแต่งตัวอย่างไรก็ได้ตามสบาย เพราะความหรูในคำนิยามของ James Kent คือสิ่งที่เราสร้างภูมิใจที่จะใส่ และสำหรับเชฟ สนีกเกอร์เป็นอะไรที่หรูที่สุด พอๆ กับการทำอาหารจานหรูเลยทีเดียว

เชฟได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็น Sneakerhead ว่า เขาอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่สนีกเกอร์เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงที่ยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเชฟไม่ค่อยมีเงินมากนัก สนีกเกอร์เลยเป็นสิ่งที่เกินจะไขว่คว้ามาตลอด ทำให้ได้แต่มอง เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้จึงเหมือนได้ปลดปล่อยจากความเก็บกดมานาน เชฟยังเล่าถึงความคับข้องใจตอนเป็นเด็กว่า แม่ของเชฟเคยพาไปที่ร้าน V.I.M ณ 14th Street มีครั้งหนึ่งแม่ของเชฟซื้อรองเท้า PONY ที่คล้ายกับ Converse ให้ ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้นจึงอายมาก เลยเอาเทปมาแปะทับโลโก้ PONY เอาไว้ จนเมื่อเข้า High School จนสามารถทำงานหาเงินเองก็เลยจัด Air Max 95 “Neon.” ให้ตัวเองไปหนึ่งคู่

เชฟเล่าต่อถึงการได้มารู้จัก Air Jordan 1 ครั้งแรก ก่อนที่จะกลายมาเป็นสนีกเกอร์คู่โปรด เชฟติดตามการเติบโตมีชื่อเสียงของ Air Jordan มาโดยตลอด จำได้ทุกเคมเปญการตลาด ทุกโฆษณา ทุกการโปรโมท แต่ช่วงนั้นเชฟไม่ได้ชอบ Air Jordan 1 เท่าในตอนนี้ ที่ชอบเพราะมันกลายเป็นรุ่นที่มีการคอลแลบมากที่สุดใน 5-10 ปีมานี้ และเป็นรุ่นที่มีความคลาสสิก การคอลแลบแต่ละครั้งก็เหมือนถูกทำให้ทันสมัยขึ้น เปรียบเทียบได้กับการทำอาหารของเชฟในร้านอาหาร ที่ต้องทำงานหนักมากร่วมกับทีมงานเพื่อรังสรรค์เมนูใหม่ขึ้นมา เมนูที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เห็นเชฟเป็นคนนิวยอร์ก ทีมสัมภาษณ์เลยได้ถามเชฟไปว่า เชฟเป็นแฟนของทีมบาสเก็ตบอลจากนิวยอร์ก Knicks หรือเปล่า เพราะสำหรับแฟนทีมนี้แล้ว การใส่ Air Jordan เป็นเรื่องต้องห้าม เนื่องจาก Michael Jordan นับว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของ Knicks เลยกว่าได้ ซึ่งเชฟก็บอกว่า ใช่ เชฟเป็นแฟนพันธุ์แท้ทีม Knicks เป็นไปไม่ได้เลยที่เชฟจะเป็นแฟนของทีม Bulls แต่ก็ยอมรับว่าในช่วงนั้น Michael Jordan นั้นเก่งมาก และสนีกเกอร์ของเขาก็แสดงถึงความสำเร็จของเขาได้ดี ตอนเด็กเชฟก็ไม่ได้ไม่ชอบจอร์แดน แถมยังคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พ่อแม่ซื้อให้สักคู่

ด้วยความที่เส้นทางของอาชีพเชฟ และสนีกเกอร์เป็นภาพที่ไม่เคยมีใครจินตนาการถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นได้ออก แต่ก็เกิดขึ้นจนปกติในวงการสนีกเกอร์ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหนๆ เชฟจึงได้เปรียบเทียบให้ฟังถึงทั้งสองสิ่งนี้ว่ามีความรู้สึกต่อมันอย่างไร โดยเชฟเล่าว่า อาหารก็เหมือนกับรองเท้าสนีกเกอร์ เป็นเรื่องยากที่จะคิดเมนูใหม่ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนบนโลกใบนี้ ซึ่งทั้งอาหารและสนีกเกอร์ก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานทั้งคู่ การที่คิดอะไรออกมาแล้วจะไม่ซ้ำหรือไปคล้ายใครเลยจึงเป็นเรื่องยาก จนมีคำพูดที่ว่า ตลอดชีวิตของเชฟคนหนึ่ง จะสามารถคิดได้เพียงแค่ 5 เมนูเท่านั้นที่จะไม่ซ้ำกับใคร ยกเว้น Tinker Hatfield ผู้ซึ่งเป็นคนออกแบบต้นแบบของ Nike ส่วนใหญ่ในตลาด ล้วนมาจากฝีมือการออกแบบของเขา

เชฟยังได้อธิบายถึงเรื่องที่ว่าหากเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว การใส่รองเท้าสนีกเกอร์ในร้านอาหารหรูระดับนี้ อาจโดนสายตาของใครสักคนมองมาแบบไม่เป็นมิตร แต่วันนี้เชฟได้ทำให้สนีกเกอร์สามารถใส่ได้ในร้านอาหาร Fine Dining ไปแล้วตอนนี้ เชฟในวัย 40 บอกว่า คนรุ่นเชฟคือคนที่เติบโตมาพร้อมกับสนีกเกอร์และดนตรีฮิปฮอป และเป็นวัยที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของร้านอาหารแนว Fine Dining ดังนั้นแล้วคนวัยนี้จะเป็นคนสร้างกฎใหม่ขึ้นมาเอง

“ผมอยากให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ เมื่อเข้ามาในร้านของผม ถ้าการแต่งตัวสำหรับคุณคือ การใส่ Union x Air Jordan 1s เสื้อเท่ๆ กางเกงยีนส์ ผมก็ต้องการให้คุณใส่แบบนั้น”

เมื่อถามถึงคำนิยามความหรูหราของเชฟว่าคืออะไร เชฟก็ได้บอกว่า ความหรูหราไม่ใช่สิ่งที่เคยเป็นเหมือนตอนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเชฟ สิ่งที่เชฟรู้สึกตอนนี้คือเมื่อลูกค้าเข้ามาในร้าน ก็แค่ทานอาหารแล้วก็จ่ายตังเท่านั้นแหละ อยากใส่อะไรก็ใส่มาเถอะ ผมอยากรู้สึกเป็นกันเองเมื่อคุณมาที่ร้านของผม และผมอยากให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ เมื่อเข้ามาในร้านของผม ถ้าการแต่งตัวสำหรับคุณคือ การใส่ Union x Air Jordan 1s เสื้อเท่ๆ กางเกงยีนส์ ผมก็ต้องการให้คุณใส่แบบนั้น

เชฟเล่าให้ฟังว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน มีชายคนหนึ่งมาทานที่ร้านอาหารแล้วเขาใส่ fragment design x Travis Scott x Air Jordan 1 Low ตอนเขาเดินผ่านครัวหันมาเห็นผมกำลังใส่สนีกเกอร์อยู่เหมือนกัน เราเลยหันมาทักกันว่า โย่! มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมาก ๆ เชฟชอบมากเวลามีเรื่องราวดี ๆ แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนเป็นกันเอง ร้านอาหาร Fine Dining สมัยนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน ถ้ารู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ใส่สูทมาทาน ดังนั้นก็เปลี่ยนเป็นใส่อะไรก็ได้ที่สบายกายและสบายใจแทนดีกว่า

ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าเชฟและทีมงานทุกคนในร้านเป็นสนีกเกอร์เฮดกันหมดเลยหรือเปล่า เชฟก็ได้ยืนยันว่าไม่ทุกคน ทีมงานบางคนอาจจะใส่รองเท้าเชฟธรรมดา แต่ถ้าเป็นทีมเชฟในครัวแล้วล่ะก็ทุกคนใส่สนีกเกอร์กันหมด มีทุกแนว แต่ทุกคนต้องมีสนีกเกอร์ที่บ้านแน่ เพราะเมื่อถึงวันเกิดใครสักคนเชฟก็จะมอบสนีกเกอร์ให้เป็นของขวัญวันเกิด แต่ยกเว้นที่ร้าน Crown Shy มีกฎว่าพนักงานที่ต้องไปต้อนรับลูกค้าต้องใส่ยูนิฟอร์ม โดยพนักงานทีมนั้นจะใส่รองเท้า Clarks, Wallabees ซึ่งเป็นหนึ่งในไอเท็มของยูนิฟอร์มที่ทาง Dao-Yi Chow และ Maxwell Osborne จากทีม Public School ได้ทำการออกแบบให้

เมื่อคุยกับเชฟแบบนี้จะหลายคนอาจคิดว่าถ้าเป็นการร่วมงานระหว่างเชฟกับ Nike ในสนีกเกอร์ธีมเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งทางเชฟก็เห็นด้วยว่าน่าจะออกมาเจ๋งเลย ทำให้นึกถึงรุ่น Concepts x Nike SB Dunk High “TurDUNKen” กับภาพโปรโมทที่วางอยู่บนเตาปิ้งย่าง และ Ben & Jerry’s x Nike SB Dunk Low “Chunky Dunky” เชฟก็หวังว่าจะได้ร่วมงานกับ Nike ในวันข้างหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งเชฟก็ได้เคยลองออกแบบ Nike ในเวอร์ชันของตัวเองด้วย ซึ่งมีหลายรุ่นที่เชฟอยากลองออกแบบ และที่แน่ๆ ก็คือ Air Jordan 1 ซึ่งเชฟหลายคนก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับ Nike แล้ว ทางเชฟ James Kent ก็กำลังรอโอกาสจากทาง Nike อยู่

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เชฟ James Kent ก็เลยได้ลองเปรียบเทียบคอลเลกชันสนีกเกอร์ของตัวเองที่มีอยู่กับเชฟคนอื่นๆ ดู ซึ่งเชฟเองก็คิดว่า คอลเลกชันสะสมของตัวเองก็ไม่แพ้เชฟคนอื่นๆ เลย อีกทั้งเชฟในทีมบางคนก็มีคอลเลกชันที่เด็ดไม่แพ้กัน เชฟอีกคนที่เชฟ James Kent รู้จักชื่อว่า JP จากร้านอาหารเกาหลีชื่อ ATOMIX ก็มีคอลเลกชันเจ๋งๆ เช่นกัน พวกเรามีวัฒนธรรมเดียวกัน เบื้องหลังคล้ายกัน และเรื่องราวในอดีตคล้ายๆ กันด้วย

“สนีกเกอร์เป็นเครื่องแสดงออกของความคิดสร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นตัวตน”

สำหรับเชฟ James Kent แล้ว สนีกเกอร์เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเขา ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์ม เพราะสำหรับเชฟต้องใส่ชุดเชฟ ผ้ากันเปื้อน กางเกงสีดำในทุกๆ วัน ชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้ก็คือรองเท้า และการได้แสดงตัวตนว่าฉันเป็นใครก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับ James Kent เพราะ สนีกเกอร์เป็นเครื่องแสดงออกของความคิดสร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นตัวตน

Adidas และ Kanye West เตรียมปล่อย YZY QNTM ONYX อีกครั้ง 10 ก.ย. นี้ โอกาสมาถึงแล้ว

ไม่ปล่อยให้ผิดหวังนาน สำหรับใครที่พลาดไป 10 กันยายน 2564 นี้ กับสนีกเกอร์ที่ทาง Adidas เคลมว่าเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ล้ำและเรียบหรู เป็นผลงาน Yeezy ยอดฮิต Adidas และ Kanye West ในรุ่น YZY QNTM ONYX กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ด้วยดีไซน์ที่แตกต่างจากรองเท้าบาสรุ่นอื่นๆ และสี All Black แบบ Tone on Tone ที่มาให้เลือกกันแบบครบทั้งครอบครัว มีทุกไซส์ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่ เด็ก เด็กเล็ก

สำหรับส่วน Upper ของ YZY QNTM ONYX ถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษด้วยการปักเส้นใย Mono Mesh ที่ถูกหุ้มด้วยหนังกลับ เกิดเป็นสองผสานแห่งวัสดุคุณภาพที่ให้ความทนทาน กระชับ ยืดหยุ่น และความคล่องตัวที่ไม่เหมือนใคร บริเวณปลายของรองเท้าเป็นหนังสังเคราะห์ทำหน้าที่ปกป้องนิ้วเท้า และแถบสะท้อนแสงบริเวณส้นเท้าโดดเด่นทุกการเคลื่อนไหวในที่มืด พร้อมพื้นรองเท้า Boost บริเวณ Midsole พื้นรองเท้าสุดพิเศษของทาง Adidas ที่ให้ความนุ่มเมื่อสวมใส่ และกรอบ TPU โปร่งใส ดึงดูดทุกสายตา ฟินิชลุคด้วยพื้น Outsole ลายก้างปลาหนึบทุกอย่างก้าวไม่มีลื่นไหล

กำตังค์ในกระเป๋าของคุณให้พร้อม YZY QNTM ONYX พร้อมให้คุณ Cop แล้ว 10 กันยายนนี้ ในราคา 9,000 บาท พิกัดที่ร้าน Adidas Original Siam Center และร้าน Canival และร้าน Atmos รวมถึงบนเว็บไซต์ http://www.adidas.co.th

สำหรับไซส์ของเด็กและเด็กเล็ก ราคาจะอยู่ที่ 6,500 บาท และ 5,800 บาท หาซื้อได้ที่ http://www.adidas.co.th เท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Adidas ประเทศไทย

ยลโฉมผลงานจาก G-Dragon และ Nike กับ PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1

Nike
PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1

หลังจากที่ G-Dragon หัวหน้าวง BigBang ได้ร่วมงานกับ Nike มาในผลงานของ Air Force 1 ทั้งสองรุ่นไปแล้ว การกลับมาร่วมงานครั้งนี้ก็ไม่ได้หยิบต้นแบบจากรุ่นไหนๆ มาเหมือนก่อนหน้า เพราะในครั้งนี้ GD ได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไปแบบเต็มแม็กซ์ ด้วยการสร้างต้นแบบใหม่ของตัวเองในชื่อรุ่น PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1

หลังจากได้มีการปล่อยภาพพรีวิวแบบมุมสูงมาให้แฟนๆ และเหล่าสนีกเกอร์ได้พิจารณากันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้เจ้าตัว GD ก็ได้หยิบสนีกเกอร์รุ่นล่าสุดที่เจ้าตัวออกแบบ PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1 มาให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ อีกครั้งในหลากหลายมุมบน Instagram ของเขาเอง ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดในมุมอื่นๆ มากขึ้น ว่าเขาได้ใส่ดีเทลอะไรลงไปในสนีกเกอร์คู่นี้บ้าง

จากภาพทั้งหมดที่ถูกเผยแพร่ออกมาจนถึงตอนนี้ สามารถสรุปได้ว่า PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1 เป็นสนีกเกอร์ lower cut ข้อเตี้ย ตกแต่งด้วยลวดลายและองค์ประกอบตามสไตล์ของ GD ที่มีความแฟชั่นสูงมาก ในส่วนของ Upper หรือตัวบอดี้ทำจากวัสดุหนังนุ่มสีขาว ที่เผยให้เห็นลักษณะของการตัดเย็บและการตกแต่งวัสดุหนังได้อย่างชัดเจน รวมถึงลิ้นรองเท้าที่มีลักษณะเป็นปีกพับออกมาด้านหน้าเผยให้เห็นโลโก้ของ PEACEMINUSONE ที่ข้างขวา และโลโก้ Nike ที่ข้างซ้าย ซึ่งถูกพิมพ์ให้เห็ฯเด่นชัดเป็นสีดำ และรูปที่ GD ลงก็โชว์ให้เห็นรูปของดอกเดซี่ที่กลีบหายไปหนึ่งกลีบ เป็นสัญลักษณ์ภาพจำของ PEACEMINUSONE ที่ส้นของรองเท้า ที่ถูกตกแต่งบริเวณของเกสรเป็นสีเหลืองเด่นชัด รวมถึงที่พื้นของรองเท้าเองก็มีสัญลักษณ์ดอกเดซี่ที่น่าจะฝากร่องรอยอันโดดเด่นไว้บนพื้น

อัปเดตล่าสุดคาดว่า PEACEMINUSONE x Nike Kwondo 1 จะเปิดตัวในช่วง มกราคม ปี 2022 ในราคาประมาณ $180 หรือ ไม่เกิน 6,000 บาท แต่ Nike กับ GD ก็ยังไม่ได้ออกมาคอนเฟิร์มอะไร


Source: https://hypebeast.com/2021/9/peaceminusone-nike-kwondo-1-release-info

แคมเปญจาก Missguided ความไม่สมบูรณ์แบบคือเอกลักษณ์ของความสวยงาม

Missguided Campaign
Missguided #InYourOwnSkin

ทุกวันนี้หลายแบรนด์แฟชั่นหลายแบรนด์ก็ร่วมกันกำจัดค่านิยมแบบเก่าๆ ในเรื่องของความสวยงามให้หลุดพ้นจากกรอบแบบเก่าๆ ที่มักจะติดอยู่กับ “ความสมบูรณ์แบบ” ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวที่สวยต้องมีลักษณะอย่างไร หรือหุ่นที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร และบรรทัดฐานเดิม ๆ อย่างนางแบบที่ต้องมีหุ่นผอมเพรียวเท่านั้น

แบรนด์ Missguided ก็ได้สนับสนุนความสวยงามที่หลุดออกจากกรอบเดิม ๆ เปลี่ยนสิ่งที่เคย “ไม่สมบูรณ์แบบ” ให้เป็นความสวยงามที่ไม่ต้องมีคำจำกัดความ และสิ่งที่เคยคิดว่าเป็น “ข้อบกพร่อง” ให้กลายเป็นเรื่องที่ปกติ บอกเล่าคอนเซปต์ต่างๆ ออกมาผ่านภาพถ่ายในแคมเปญล่าสุด #InYourOwnSkin ที่เผยให้เห็นภาพของนางแบบ 6 คนที่มีจุดสังเกตบนร่างกายที่เห็นได้ชัดแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ปาน กระ รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุไฟไหม้ รูปร่าง และอื่นๆ เท่าที่ผู้มองจะสังเกตุและตีความได้

Maya หนึ่งในเหล่านางแบบ เธอต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับผิวที่เธอต้องเผชิญนั่นคือ Epidermolysis Bullosa หรือโรคดักแด้ ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งแตก ผิวหนังเปราะบางเกิดการติดเชื้อที่หาได้ยาก มีเพียง 5,000 ใน UK เท่านั้นที่เป็นโรคนี้ เธอได้เผยถึงความรู้สึกที่มีต่อแคมเปญนี้ว่า “ฉันคิดว่าเรากำลังสิ่งที่สร้างพลังและความมั่นใจให้กับผู้หญิงได้มากกว่าครั้งไหน”

เธอยังได้กล่าวชื่นชมทางแบรนด์ที่ออกมาแก้ภาพความเป็น ผู้หญิง ให้หลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่ผูกติดกับความงามในอุดมคติที่เกิดจากความเชื่อที่ไม่เข้าใจในเรื่องของความงามที่แท้จริง

Missguided Campaign
Missguided #InYourOwnSkin

นางแบบอีกคนเธอชื่อว่า Beth นักศึกษามหาลัยที่มีโรคสะเก็ดเงิน และนี่ก็เป็นงานถ่ายแบบงานแรกของเธอด้วย เธอได้เผยสิ่งที่เธอเชื่อมั่น เกี่ยวกับความหมายของความสวยงามว่า “สำหรับเธอแล้ว ความสวย คือสิ่งที่อยู่ภายใน คือนิสัย ความสุข ความรัก และการยอมรับตัวเอง”

นางแบบอีกคนเธอมีดีกรีเป็นถึง แฟชั่นดีไซเนอร์ ชาวบราซิล อายุเพียง 24 ปี ก็ได้เข้าร่วมแคมเปญนี้ด้วยเช่นกัน เธอเกิดมาพร้อมปานขนาดใหญ่ที่ใบหน้า เธอได้เผยถึงความในใจว่า

ทางแบรนด์ Missguided ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดประสงค์ของแคมเปญนี้ในงานเปิดตัวว่า ตั้งใจจะให้เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของทางแบรนด์ ในการที่จะขับเคลื่อนเรื่องราวเหล่านี้ #KeepOnBeingYou ให้ไปไกลทั่วโลก

การต่อต้านค่านิยมของแคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของแบรนด์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการมีความมั่นใจในตัวเอง ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ และหยุดไล่ตามสิ่งที่โลกบอกว่ามันคือ ความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบ แม่งไม่มีอยู่จริง

แคมเปญนี้ตั้งใจสื่อสารในเรื่องของการสร้างพลังความมั่นใจ และค่านิยมรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแตกต่างบนเรือนร่างตลอดจนความหลากหลาย เช่น การใช้นางแบบที่มีรอยด่างขาวและเผยแพร่ออกไปโดยไม่มีการแก้ไขหรือตกแต่งภาพ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้มาการเปิดตัวชุดต่างๆ ที่ใช้หุ่นลองเสื้อที่มีรอยแตกลายและด่างขาว ซึ่งถึงแม้ว่าจะโดนชาวเน็ตโจมตีเรื่องที่ว่าแบรนด์จงใจสร้างรอยเหล่านั้นขึ้นมา มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ทางแบรนด์ก็ปฏิเสธในเรื่องนี้ไป

อย่างไรก็ตามหลังจากเปิดตัวแคมเปญนี้ก็มีการโต้เถียงกันเกิดขึ้นว่า ในวงการแฟชั่นทุกวันนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของความสวยงามไม่เคยถูกตีความได้หลากหลายเท่าปัจจุบัน


Source: https://www.independent.co.uk/life-style/fashion/missguided-female-flaws-imperfections-celebration-campaign-body-positivity-fashion-a8345176.html

BOTTEGA VENETA “THE HANDLE” กระเป๋าที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์ในคอลเลกชัน Fall 2020

สำหรับคนที่เป็นแฟนคลับสินค้าแบรนด์หรูจะคุ้นตากับเอกลักษณ์หนังสานของสินค้าจากแบรนด์ Bottega Veneta เป็นอย่างดี เพราะนี่คือเอกลักษณ์ที่อยู่คู่แบรนด์มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจวบจนคอลเลกชันล่าสุด FALL 2020 ซึ่งในคอลเลกชันนี้ก็มีสินค้าหลายชิ้นที่ถูกฝัง DNA ลายสานนี้ลงไป เป็นภาพจำของแบรนด์โดยไม่จำเป็นต้องมีโลโก้ และยังเป็นสิ่งที่ Bottega Veneta สื่อสารออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านสินค้าในแต่ละคอลเลกชัน

ในคอลเลกชัน Fall 2020 นี้เองก็ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วงานเปิดตัวเมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ท่ามกลางสายตาของผู้เข้าชม มีสินค้าหลายชิ้นที่ถูกพูดถึงและถูกยกให้เป็นไฮไลต์ อย่างไรก็ตามสินค้าทุกชิ้นได้ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจและประณีตในทุกรายละเอียดโดยฝีมือของครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์อย่าง แดเนียล ลี (Daniel Lee)

แน่นอนว่าหนึ่งในสินค้าที่ทุกคนรอคอยคือกระเป๋าถือ ” The Handle” ที่เมื่อได้เห็นก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนที่แสนคุ้นเคยในลุคที่ต่างออกไป เพราะ ลี ได้เลือกซิลลูเอทของรุ่น “The Cabat Pouch” มาต่อยอด ปรับลุคใหม่เพิ่มความเยาว์ ให้เหมาะกับสไตล์ของผู้บริโภคในปี 2020 มากขึ้น ตั้งแต่รูปทรงที่ถูกปรับให้กระทัดรัดกว่าเดิม เพิ่มหูจับด้านบนของกระเป๋า เติมลูกเล่นดีไซน์เก๋ด้วยริบบิ้นหนังเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายรูปแบบ และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือเทคนิคการสานหนังเส้น Intrecciato Padded Nappa 19 เอกลักษณ์ที่ถูกถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องของ Bottega Vaneta ทำให้เป็นที่น่าติดตามอย่างมากว่าบนเส้นทางสายนี้ของ Daniel Lee กับ Bottega Veneta จะมีอะไรมาเซอร์ไพรซ์แฟนๆ อย่างเราอีกในคอลเลกชันหน้า…โปรดติดตาม

พาชมสไตล์การแต่งตัวของเหล่าเซเลบ’ในงานเปิดตัวคอลเลกชัน Fear of god จากแบรนด์ ERMENEGILDO ZEGNA

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา กับคอลเลกชัน FEAR OF GOD สุดว้าวจากแบรนด์ ERMENEGILDO ZEGNA ที่ชื่อคอลเลกชัน FEAR OF GOD ก็เพราะว่า ทาง FEAR OF GOD ได้มาออกแบบคอลเลกชันนี้ให้แบบสุดพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นผลงานการรร่วมงานระหว่างตัวเทพของทั้งสองแบรนด์ ซึ่งก็คือ Alessandro Sartor ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Zegna และ Jerry Lorenzo ผู้ก่อตั้ง FEAR OF GOD นั่นเอง

สำหรับงานเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองที่เหมือนเป็นบ้านของเหล่าเซเลบและคนรวยอย่าง เบเวอร์รี่ฮิลส์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็เช่นเคยว่ามีเซเลบคนดังมากมายมาร่วมในงานนี้ แท็กทีมมากันทั้ง Michael B. Jordan, Dwyane Wade, Gabrielle Union, Usher, Quincy Brown และดีเจ Samantha Ronson วันนี้เลยพามาส่องเซเลบในงานวันนั้นว่า ชุดในคอลเลกชันนี้จะแมทช์ออกมาในสไตล์ไหนได้บ้าง

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

เริ่มกันที่ Michael B. Jordan มาในชุดบอมเบอร์แจ็คเกตผ้าวูลสีเทา กางเกงผ้าวูลจับจีบ เสื้อยืดคอกลมสีขาว เข็มขัดผ้าฝ้ายถัก รองเท้าหนังกลับสีเทา

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

Dwyane Wade มาในเสื้อเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขายาว และคัมเมอร์บันด์ผ้าวูลจับจีบสีดำ ส่วนหวานใจอย่าง Gabrielle Union มาในเสื้อแจ็คเกตผ้าวูลสีดำ แมชท์กับกางเกงยีนส์ เสื้อยืดคอกลมสีดำ และคอมพลีทลุคด้วยรองเท้าหนัง Slip-ons

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

Usher เองก็มาในลุคเสื้อฮู้ดผ้าแคชเมียร์สีดำ กางเกงวอร์มสีดำ คอมพลีทลุคด้วยรองเท้าผ้าใบหนังกลับ

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

ทางด้าน Quincy Brown สวมเสื้อเทรนช์โค้ชผ้าวูลสีเทา กางเกงขายาวผ้าวูลดีเทลจับจีบเดี่ยว ใส่เสื้อคอเต่าด้านใน คอมพลีทลุคด้วยรองเท้าบู้ทหนังกลับ

 FEAR OF GOD by ERMENEGILDO ZEGNA

ปิดท้ายด้วยดีเจ Samantha Ronson สวมเสื้อสเวตเตอร์โลโก้ ZEGNA และกางเกงวอร์มสีดำ ในลุคสบายๆ

BALENCIAGA WINTER 2020 แคมเปญเลิศ สร้างสีสัน ช่วงล็อคดาวน์ COVID-19

BALENCIAGA WINTER 2020 CAMPAIGN

ฤดูหนาวปีนี้อาจไม่เหมือนปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าความตื่นตระหนกจะลดลงไปตามช่วงเวลา แต่สถานการณ์ของแบรนด์ต่างๆ ยังคงไม่แน่นอน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบไปทุกซอกทุกมุมทั่วโลก เป็นโจทย์หนักแวะเวียนเข้ามาทักทายบรรดาครีเอทีฟและนักการตลาดในรอบหลายปี

BALENCIAGA ตีโจทย์แตกกับสถานการณ์ช่วงล็อคดาวน์ หยิบอินไซต์ของผู้คนทั่วโลก ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ประสบการณ์ร่วมของเราทุกคนบนโลก’ ได้อย่างเต็มปาก เกิดเป็นแคมเปญช่วงฤดูหนาว 2020 ของบาเลนเซียกา ออกมาในรูปแบบ “ภาพที่ผลิตขึ้นเองในสไตล์แบบเฉพาะของตน” โดยบรรดาเครือข่ายเพื่อนอันกว้างขวางของบาเลนเซียกา ที่เชื่อมต่อกันผ่านหน้าจอในขณะที่แยกกันอยู่บ้าน

BALENCIAGA WINTER 2020 CAMPAIGN

“การแสดงความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง” เป็นแรงบันดาลใจของแคมเปญ BALENCIAGA WINTER 2020 ซึ่งยกขบวนทีมครีเอทีฟ สไตล์ลิสต์ นักออกแบบ รวมถึงศิลปินอย่าง Cardi B, Eliza Douglas มาสวมชุดของคอลเลกชันใหม่ในพื้นที่ล็อคดาวน์ของตัวเอง

แคมเปญนี้นับเป็นการนำเสนอสินค้าคอลเลกชันใหม่แบบง่ายๆ โดยข้ามขั้นตอนและหลักการทำแคมเปญแบบที่เคยทำ แต่ใช้ไลฟ์สไตล์ของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือจะให้พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือ “เอาสินค้าคอลเลกชันใหม่ไปแล้วถ่ายมุมไหนก็ได้ของสถานที่ที่ใช้ชีวิตหรือกักตัวอยู่ตอนนี้ แล้วอัปลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการทำแคมเปญนี้ในช่วงล็อคดาวน์นั่นเอง”

BALENCIAGA WINTER 2020 CAMPAIGN

ภาพที่ออกมาเลยมีหลากหลายแนวทั้งถ่ายแบบบ้านๆ หน้ากระจก ถ่ายที่สวนหลังบ้าน ถ่ายหน้าตู้เสื้อผ้า ในห้องนอน ห้องโถง ในห้องทำงาน ตลอดจนมืออาชีพจัดไฟสวยๆ ถ่ายในสตูดิโอ ซึ่งสถานที่เหล่านี้เองกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าไปโดยปริยาย มันเลยออกมาเป็นภาพถ่ายป่วงๆ อย่าง ภาพเสื้อคลุมไหล่สีเข้มแต่ใส่อยู่ในห้องโถง ภาพชุดคลุมที่ถูกวางคลุมทิ้งไว้บนจักรยาน หรือภาพกระเป๋ารุ่น Neo Classic และ กระเป๋ารุ่น Lunch Case Boxes ที่ยัดของจนล้น

ท่ามกลางสัญญาณความบ้าคลั่งจากความสะดวกสบายและความคับแคบของสถานที่ที่คุ้นเคย ผสมรวมกับความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด แคมเปญ BALENCIAGA ประจำฤดูหนาวปี 2020 นับเป็นการแบ่งปันอารมณ์ของการแต่งตัวเอง เพื่อตัวเองในการอยู่คนเดียว หรือในโหมดอื่นๆ ในระหว่างที่เรายังจำเป็นต้องติดต่อหากันแบบเว้นระยะห่างอยู่ในขณะนี้

ภาพรวม BOTTEGA VENETA แบรนด์ Luxury สัญชาติอิตาเลียน กับคอลเลกชัน Fall 2020

BOTTEGA VENETA (โบเตก้า เวเนต้า) แบรนด์กระเป๋าหนังเก่าแก่สไตล์ Luxury สัญชาติอิตาลีในเครือ Kering ที่มีเอกลักษณ์คือการใช้หนังเส้นมาสานด้วยเทคนิคการสานแบบ อินเทร็ตชาโต (Intrecciato) จนกลายเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์จวบจนปัจจุบัน แม้ว่าจะขยายไลน์การผลิตเพิ่มในสินค้าอีกหลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า ตลอดจน เครื่องประดับ แต่ในทุกๆ คอลเลกชันก็จะมีลายสานอันเป็นเอกลักษณ์สอดแทรกอยู่เสมอ

เช่นเดียวกับในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง 2020 (Fall 2020) โดยการควบคุมการออกแบบของ “Daniel Lee” ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ BOTTEGA VENETA ที่เปิดตัว ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ไปเมื่อกุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา ในคอนเสปต์ว่าด้วยเรื่องของ “A rush of vitality and movement, Fall 2020 celebrates sublime evolution. พลังและการเคลื่อนไหวที่แรงกล้า คอลเลกชันเพื่อการเฉลิมฉลองวิวัฒนาการอันเลอค่าและสง่างาม”

สินค้าในคอลเลกชันนี้ถูกออกแบบโดยการนำเอาแรงบันดาลใจจากผลงานของแบรนด์ในช่วงแรกๆ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนนุ่มมานำเสนอผ่านรูปทรงและผิวสัมผัส ผสมผสานกับนวัตกรรมอันก้าวหน้าในการออกแบบ ตัดเย็บ รวมถึงงานฝีมืออันเป็นมรดกตกทอดและเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาช้านาน เติมกลิ่นอายให้เสื้อผ้ามีความร่วมสมัย แปลกใหม่ ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวราวบทกวี เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเมื่อสวมใส่

ในส่วนของเสื้อผ้าในคอลเลกชันนี้ถูกออกแบบด้วยผ้านิตและผ้าเจอร์ซีย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือความยืดหยุ่น เพื่อการเคลื่อนไหวที่สะดวกสบาย ดีไซน์ที่คงไว้ซึ่งความหรูหราด้วยการทำให้ลำตัวดูสูงยาวโดดเด่นเป็นสง่ามากขึ้นเมื่อสวมใส่ เห็นได้จากโค้ตของผู้ชายและผู้หญิงที่สวมทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่มีความยาวเลยข้อมือ และชุดผ้านิตอัดพลีตที่ช่วยสร้างเท็กซ์เจอร์ลายทางพรางตาให้ลำตัวดูสูงยาวมากขึ้นไปอีก

ทางด้านสปอร์ตแวร์และสตรีทแวร์ของคอลเลกชันนี้ นอกจากผ้าเจอร์ซี่ย์แล้ว ยังมีการใช้วัสดุอื่นอย่างผ้าไนลอน และหนัง มาผสมผสานในสินค้าจำพวก แจ็คเก็ต โค้ต ปาร์ก้าโค้ต ทั้งของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งใน Category นี้เอง Daniel Lee ได้นำเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิกของ BOTTEGA VENETA มาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยดีเทลที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความร่วมสมัยและความสนุกสนานให้กับเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อโค้ต เชิ้ตเดรส เชิ้ต และเสื้อสูท

การออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในคอลเลกชันนี้เปรียบดั่งซิกเนเจอร์ คือการออกแบบสินค้าบางชนิดที่สร้างความแปลกตาฉีกออกจากชิ้นอื่นๆ ในคอลเลกชันเดียวกันอย่างการใช้ เส้นริ้วผ้าหรือริ้วหนังที่ชายกระโปรง เสื้อคลุ้ม ริ้วขนเฟอร์ที่ปลายเสื้อโค้ต การใช้เทคนิคสายรูดสร้างลวดลายและวอลลุ่มบนตัวเสื้อผ้า ให้กลิ่นอายสปอร์ตแวร์

สุดท้ายนี้ถ้าไม่พูดถึงคงไม่ได้กับดีเทลอันเป็นเอกลักษณ์อย่างการสานหนังด้วยเทคนิค Intrecciato ที่บ่งบอกถึงความเป็น BOTTEGA VENETA ได้โดยไม่ต้องมี Logo ที่ถูกนำมานำเสนอออกมา ผ่านในส่วนของเสื้อผ้า กับโค้ตไม่มีแขน ด้วยการผสมผสานกับนวัตกรรมสมัยใหม่กับงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์และมรดกของแบรนด์ ที่พิเศษไม่แพ้กันคือการนำเอาทรงของเคป (Cape) หรือผ้าคลุม มาใช้กับเสื้อเชิ้ต โค้ต และชุดกระโปรง ด้วยการทำแขนเสื้อรูปทรงปีกสามเหลี่ยม หรือการปล่อยแขนเสื้อให้กลายเป็นเหมือนผ้าคลุมด้วยการคลุมไหล่แบบเท่ๆ

คอลเลกชัน Fall 2020 เน้นโทนสีดำ เบจ น้ำตาล เทา เขียวเข้ม เขียวอมเหลือง เข้ากับความเป็นฤดูใบไม้ร่วง และมีการใช้สีแดงกับสีเหลืองเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างความสนุกสนานในคอลเลกชันนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้ในส่วนของแอคเซสเซอรี ตั้งแต่รองเท้าบู๊ตหัวเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตลอดจนกระเป๋าหลากหลายแบบที่ยังคงดีไซน์ของความเป็นแบรนด์กระเป๋าหนังสานในแบบของ BOTTEGA VENETA ดังเช่นกระเป๋าเพาช์ (Pouch Bag) หรือกระเป๋าคลัตช์สีเหลือง ที่ดึงดูดสายตาผู้คนตั้งแต่เริ่มในงานเปิดตัว

ทาง BOTTEGA VENETA เองเคลมว่าเสื้อผ้าในคอลเลกชันนี้เป็นเหมือนดั่ง “การเดินทางในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ การสร้างนิยามของความสง่างามรูปแบบใหม่ในทุกโอกาสแห่งการใช้ชีวิต” ซึ่งทาง What A Dope เองก็เห็นด้วย เพราะถึงแม้ว่าโดยรวมแล้วคอลเลกชันนี้จะเป็นแฟชันทางฝั่งของเมืองอากาศหนาวฟากยุโรป แต่บางชิ้นก็สามารถปรับใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันในเมืองร้อนอย่างบ้านเราได้ในหลายๆ โอกาสอย่างไม่เคอะเขิน เหล่าสาวก BOTTEGA VENETA เชิญรับชมสินค้าในคอลเลกชัน FALL 2020 ได้แบบเต็มๆ ตาผ่านสไลด์โชว์ด้านล่างนี้ได้เลย

ทนไม่ไหว! Uncle Roger บุกบ้าน Hersha Patel สอนหุงข้าว

หลังจากที่ได้ทำ Reaction (ดูได้ที่ ข้าวผัดไข่เป็นเหตุ! YOUTUBER ชาวเอเชีย ร่วม REACT ทำไมหุงข้าวแบบนั้น?) จนเกิดกระแสกันไปทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ต เรื่องการหุงข้าวของ Blogger อาหารของ BBC นามว่า Hersha Patel วันนี้ ฤกษ์งามยามดี ทั้ง Uncle Roger ตัวเปิดประเด็นและ Hersha Patel ได้มีโอกาสมาคอลแลบกันเพื่อทำคอนเทนต์เอาใจแฟนๆ

Uncle Roger

Uncle Roger เปิดคลิปด้วยการอ้างว่าถูกโทรมาทาบทามให้มาเยี่ยมที่บ้าน ไม่รู้ว่าวันนี้ Hersha จะทำอะไรบ้าง ถ้าตนไม่ได้อัปคลิปหลังจากนี้ให้โทรแจ้งตำรวจด้วยนะ พร้อมบอกว่าถ้าเขาตายไปให้ส่งเสื้อสีส้มตัวโปรดของ Uncle Roger ไปให้ครอบครัวที พวกเขาจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เริ่มมาก็ปั่นแล้ว

Hersha Patel
Uncle Roger

เมนูที่ทั้งคู่ทำในคลิป แน่นอนว่าต้องเป็นข้าวผัดไข่เหมือนในคลิปนั้น เพียงแต่ครั้งนี้มี uncle Roger ประกบคอยห้ามไม่ให้ Hersha ใช้กระชอน และรับปากกับแฟนๆ ว่าวันนี้ จะไม่มีการใช้กระชอนในการทำอาหาร

Uncle Roger หยอกด้วยมุขที่ว่า แน่นอนว่าการหุงข้าวมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม แต่บางวัฒนธรรมก็ผิด เล่นเอาสาว Hersha มองตาขวางกันเลยทีเดียว 55555

Uncle Roger

หลังจากนั้นสาว Hersha ก็เอาคืนด้วยการแกล้งหยิบกระชอนออกมา ทำเอา Uncle Roger ห้ามแทบไม่ทัน หลังจากนั้นก็เธอก็แกล้งทำเป็นว่า แค่จะหยิบมาเก็บในตู้เฉยๆ

แน่นอนว่าบทสรุปก็คือ กรรมวิธีการทำอาหาร มีได้หลากหลาย ไม่มีถูกหรือผิด เหมือนดั่งประโยคที่ว่า Food is an art ศิลปะ ย่อมมาพร้อมความหลากหลาย หากเอาสิ่งใดไปครอบมัน มันก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ตายแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ รายการทำอาหารหลายรายการ ยังมีช่วงให้แข่งกันรังสรรค์เมนูด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือเมนูที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกนี้ ตราบใดที่รสชาติมีคนยอมรับ ไม่ผิดหลักสุขอนามัย อาหารจานนั้น ก็กำเนิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์โดยหน้าที่ของมันแล้ว

สุดท้ายนี้ทั้งคู่จะทำข้าวผัดไข่ออกมาสำเร็จหรือไม่ หน้าตาข้าวผัดไข่ที่เกิดจากสองวัฒนธรรมที่แตกต่าง หน้าตาจะเป็นอย่างไร เชิญรับชมความน่ารักของทั้งคู่ที่พร้อมสร้างเสียงหัวเราะให้คุณได้ในคลิปด้านล่างนี้เลย

ข้าวผัดไข่เป็นเหตุ! Youtuber ชาวเอเชีย ร่วม React ทำไมหุงข้าวแบบนั้น?

เรื่องเริ่มจากบล็อกเกอร์อาหารนามว่า Hersha Patel ของ BBC Food ได้โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการทำข้าวผัดไข่ Egg-fried rice โดยเริ่มตั้งแต่หุงข้าว ตอกไข่ หั่นผัก นำไข่ลงไปผัด ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วปิดท้ายที่นำข้าวสุกลงไปผัดต่อ

ดูๆ แล้วมันก็เป็นวิธีการทำข้าวผัดทั่วไป แต่ทว่าในขั้นตอนการหุงข้าวนั้นมีบางอย่างที่แตกออกไป ซึ่งคนที่สังเกตเห็นเป็นคนแรกก็คือช่อง Youtube ชื่อว่า
mrnigelng ที่เรียกตัวเองว่า Uncle Roger ผู้ที่ทำคลิปเรียกเสียงเฮฮามากมาย จากผู้ชมหลายเชื้อชาติทั่วโลก ด้วยสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ทำให้หลายคนชื่นชอบคอนเทนต์ของเขาโดยเฉพาะชาวเอเชีย

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงหยิบเอาคลิปการทำข้าวผัดของ BBC มา Reaction และวิจารณ์เรียกเสียงฮากันตั้งแต่เปิดคลิปกันเลยทีเดียว แต่ที่โดนหนักสุดเห็นจะพวกช่วงการหุงข้าวเจ้าปัญหานั่นเอง

Reaction ของเขาเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย และทำให้ทั้ง Youtuber และ ผู้ชม Youtube ชาวเอเชียผู้เชี่ยวชาญการหุงข้าว ด้วยการวัดโดยใช้ข้อนิ้วชี้ ต้องออกมาประท้วงกันยกใหญ่ว่า “ใครเค้าหุงข้าวแบบนั้นกัน เค้าใช้ข้อนิ้วชี้กันโว้ย”

อย่างเช่นในประโยคที่คุณ Hersha Patel ผู้สาธิตพูดว่า “นี่คือเมนูง่ายๆ ไม่แพง ทำกินเองได้ …ไม่ต้องกลัว…”
อังเคิลโรเจอร์ก็เปิดด้วยความกวนว่า “ใครเค้ากลัวข้าวผัดไข่กัน มันเป็นเมนูทั่วไปที่ทุกคนกิน ใครกลัว ทำไมคุณถึงกลัวข้าวผัดไข่ อังเคิลโรเจอร์กลัวผี แต่คุณกลัวข้าวผัดไข่เนี่ยนะ”

หรือในบางช่วงที่คุณ Hersha Patel บอกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงิน 8 ปอนด์ (ประมาณ 300 กว่าบาท) เพื่อซื้อข้าวผัดไข่…” อังเคิล โรเจอร์ ก็สวนทันควันว่า “ใครจ่ายเงิน 8 ปอนด์เพื่อซื้อข้าวผัดไข่กลับบ้าน บ้าหรอ …ไฮย่าาา”
คำว่า “ไฮย่า” นี้เองเป็นวลีติดปากของ อังเคิล โรเจอร์

ความบันเทิงเริ่มขึ้นเมื่อเข้าสู้พาร์ทแรกของการทำเมนูข้าวผัดไข่ เมื่อคุณ Hersha Patel เริ่มหุงข้าว เธอเริ่มจากการตวงข้าวด้วยแก้วชา และบอกว่า “ต้องตวงข้าว 1 แก้ว ต่อน้ำ 2 แก้ว” ซึ่งนั่นเป็นสัดส่วนที่ต่างกันค่อนข้างมากระหว่างข้าวกับน้ำ

และแน่นอนว่า อังเคิล โรเจอร์ ทักท้วง “ทำไมถึงใช้แก้วชาตวงน้ำอะ ใช้นิ้วสิ นิ้วๆๆ ใส่ข้าว ใส่น้ำ ให้ถึงข้อนิ้วแรกอะ ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าคลิปนี้จะออกมาดี”

แล้วก็ตามมาแบบคอมโบด้วยการไม่ล้างข้าวก่อนหุง แต่จุดพีคที่สุดมันอยู่ที่ตอนที่เธอหุงข้าวจนสุก แต่ว่าข้าวดันแฉะ เธอจัดการด้วยวิธีที่ทุกคนต้องตาค้างงงง

ต้องขอหยุดการสปอยล์ไว้เพียงเท่านี้ คุณสามารถเข้าไปฮาได้เองในคลิปของ อังเคิล โรเจอร์ ด้านล่างนี้

ส่วนลิงค์ต้นเหตุของ BBC นั้น เนื้อหายังคงอยู่ เพียงแค่วิดีโอมีปัญหาไม่สามารถเข้าชมได้อีกแล้ว สามารถคลิปชมได้ที่ลิงค์ Egg Fried Rice by BBC Food

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ทันความไวปีศาจของชาวเน็ต เพราะมีคนมา Reupload ให้ได้ชมกันได้ Youtube เป็นที่เรียบร้อย โดยใช้ชื่อคลิปว่า BBC Food Egg Fried Rice ต่อด้วย (LOL) (ด้านล่าง)

ไม่เพียงแค่ อังเคิล โรเจอร์ ที่ออกมาทำคลิป Reaction การทำอาหารนี้ ยังมี Youtuber อีกมากมาย ที่ออกมาทักท้วงเกี่ยวกับการทำข้าวผัดไข่ของเธอ สามารถเข้าไปชมได้ที่: https://www.youtube.com/results?search_query=egg+fried+rice+bbc

แต่ในความเห็นของเรานั้น เราเชื่อว่าการทำอาหารไม่มีถูกมีผิด ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ไก่ย่าง ยางมีกรรมวิธีในการทำได้ตั้งหลากหลายขึ้นอยู่กับสูตรของใครของมัน หรือของพื้นที่นั้นๆ ตราบใดที่หน้าตามันยังไม่ได้ดูผิดแปลกไปจากเดิม และรสชาติมันก็อร่อย มีคุณภาพและถูกหลักโภชนาการ ผมคิดว่าเมนูที่คุณ Hersha Patel ทำนั้น ก็เรียกว่า ข้าวผัดไข่ ได้เต็มปากเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมาล้างข้าวเอาตอนสุดท้ายก่อนผัดแล้วก็เถอะ

เพราะครั้งหนึ่งผมก็เคยได้ยินคนเถียงกันว่า ข้าวต้ม ทำจากข้าวสวยต้ม หรือนำข้าวสารมาต้มเลย แต่สุดท้ายคนลิ้นธรรมดาอย่างผมเวลาทานก็แยกไม่ออกว่าข้าวต้มถ้วยนี้ ต้มด้วยข้าวสวยหรือข้าวสารกันแน่