ข้าวผัดไข่เป็นเหตุ! Youtuber ชาวเอเชีย ร่วม React ทำไมหุงข้าวแบบนั้น?

เรื่องเริ่มจากบล็อกเกอร์อาหารนามว่า Hersha Patel ของ BBC Food ได้โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการทำข้าวผัดไข่ Egg-fried rice โดยเริ่มตั้งแต่หุงข้าว ตอกไข่ หั่นผัก นำไข่ลงไปผัด ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วปิดท้ายที่นำข้าวสุกลงไปผัดต่อ

ดูๆ แล้วมันก็เป็นวิธีการทำข้าวผัดทั่วไป แต่ทว่าในขั้นตอนการหุงข้าวนั้นมีบางอย่างที่แตกออกไป ซึ่งคนที่สังเกตเห็นเป็นคนแรกก็คือช่อง Youtube ชื่อว่า
mrnigelng ที่เรียกตัวเองว่า Uncle Roger ผู้ที่ทำคลิปเรียกเสียงเฮฮามากมาย จากผู้ชมหลายเชื้อชาติทั่วโลก ด้วยสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ทำให้หลายคนชื่นชอบคอนเทนต์ของเขาโดยเฉพาะชาวเอเชีย

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงหยิบเอาคลิปการทำข้าวผัดของ BBC มา Reaction และวิจารณ์เรียกเสียงฮากันตั้งแต่เปิดคลิปกันเลยทีเดียว แต่ที่โดนหนักสุดเห็นจะพวกช่วงการหุงข้าวเจ้าปัญหานั่นเอง

Reaction ของเขาเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย และทำให้ทั้ง Youtuber และ ผู้ชม Youtube ชาวเอเชียผู้เชี่ยวชาญการหุงข้าว ด้วยการวัดโดยใช้ข้อนิ้วชี้ ต้องออกมาประท้วงกันยกใหญ่ว่า “ใครเค้าหุงข้าวแบบนั้นกัน เค้าใช้ข้อนิ้วชี้กันโว้ย”

อย่างเช่นในประโยคที่คุณ Hersha Patel ผู้สาธิตพูดว่า “นี่คือเมนูง่ายๆ ไม่แพง ทำกินเองได้ …ไม่ต้องกลัว…”
อังเคิลโรเจอร์ก็เปิดด้วยความกวนว่า “ใครเค้ากลัวข้าวผัดไข่กัน มันเป็นเมนูทั่วไปที่ทุกคนกิน ใครกลัว ทำไมคุณถึงกลัวข้าวผัดไข่ อังเคิลโรเจอร์กลัวผี แต่คุณกลัวข้าวผัดไข่เนี่ยนะ”

หรือในบางช่วงที่คุณ Hersha Patel บอกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงิน 8 ปอนด์ (ประมาณ 300 กว่าบาท) เพื่อซื้อข้าวผัดไข่…” อังเคิล โรเจอร์ ก็สวนทันควันว่า “ใครจ่ายเงิน 8 ปอนด์เพื่อซื้อข้าวผัดไข่กลับบ้าน บ้าหรอ …ไฮย่าาา”
คำว่า “ไฮย่า” นี้เองเป็นวลีติดปากของ อังเคิล โรเจอร์

ความบันเทิงเริ่มขึ้นเมื่อเข้าสู้พาร์ทแรกของการทำเมนูข้าวผัดไข่ เมื่อคุณ Hersha Patel เริ่มหุงข้าว เธอเริ่มจากการตวงข้าวด้วยแก้วชา และบอกว่า “ต้องตวงข้าว 1 แก้ว ต่อน้ำ 2 แก้ว” ซึ่งนั่นเป็นสัดส่วนที่ต่างกันค่อนข้างมากระหว่างข้าวกับน้ำ

และแน่นอนว่า อังเคิล โรเจอร์ ทักท้วง “ทำไมถึงใช้แก้วชาตวงน้ำอะ ใช้นิ้วสิ นิ้วๆๆ ใส่ข้าว ใส่น้ำ ให้ถึงข้อนิ้วแรกอะ ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าคลิปนี้จะออกมาดี”

แล้วก็ตามมาแบบคอมโบด้วยการไม่ล้างข้าวก่อนหุง แต่จุดพีคที่สุดมันอยู่ที่ตอนที่เธอหุงข้าวจนสุก แต่ว่าข้าวดันแฉะ เธอจัดการด้วยวิธีที่ทุกคนต้องตาค้างงงง

ต้องขอหยุดการสปอยล์ไว้เพียงเท่านี้ คุณสามารถเข้าไปฮาได้เองในคลิปของ อังเคิล โรเจอร์ ด้านล่างนี้

ส่วนลิงค์ต้นเหตุของ BBC นั้น เนื้อหายังคงอยู่ เพียงแค่วิดีโอมีปัญหาไม่สามารถเข้าชมได้อีกแล้ว สามารถคลิปชมได้ที่ลิงค์ Egg Fried Rice by BBC Food

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ทันความไวปีศาจของชาวเน็ต เพราะมีคนมา Reupload ให้ได้ชมกันได้ Youtube เป็นที่เรียบร้อย โดยใช้ชื่อคลิปว่า BBC Food Egg Fried Rice ต่อด้วย (LOL) (ด้านล่าง)

ไม่เพียงแค่ อังเคิล โรเจอร์ ที่ออกมาทำคลิป Reaction การทำอาหารนี้ ยังมี Youtuber อีกมากมาย ที่ออกมาทักท้วงเกี่ยวกับการทำข้าวผัดไข่ของเธอ สามารถเข้าไปชมได้ที่: https://www.youtube.com/results?search_query=egg+fried+rice+bbc

แต่ในความเห็นของเรานั้น เราเชื่อว่าการทำอาหารไม่มีถูกมีผิด ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ไก่ย่าง ยางมีกรรมวิธีในการทำได้ตั้งหลากหลายขึ้นอยู่กับสูตรของใครของมัน หรือของพื้นที่นั้นๆ ตราบใดที่หน้าตามันยังไม่ได้ดูผิดแปลกไปจากเดิม และรสชาติมันก็อร่อย มีคุณภาพและถูกหลักโภชนาการ ผมคิดว่าเมนูที่คุณ Hersha Patel ทำนั้น ก็เรียกว่า ข้าวผัดไข่ ได้เต็มปากเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมาล้างข้าวเอาตอนสุดท้ายก่อนผัดแล้วก็เถอะ

เพราะครั้งหนึ่งผมก็เคยได้ยินคนเถียงกันว่า ข้าวต้ม ทำจากข้าวสวยต้ม หรือนำข้าวสารมาต้มเลย แต่สุดท้ายคนลิ้นธรรมดาอย่างผมเวลาทานก็แยกไม่ออกว่าข้าวต้มถ้วยนี้ ต้มด้วยข้าวสวยหรือข้าวสารกันแน่

BREDA นาฬิกาข้อมือดีไซน์เหนือกาลเวลาสัญชาติอเมริกัน ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

นาฬิกาในฝันของคุณยี่ห้ออะไรกันครับ Rolex, Cartier, Patek Philippe หรือนาฬิกากันแดดชื่อดัง Richard Mill ส่วนของผมคือ Cartier ครับ หากว่าวันไหนเงินเหลือๆ ซื้อแล้วไม่เดือดร้อน ก็คงจะซื้อมาไว้ในครอบครองสักเรือน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้

หากคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นแบรนด์เนม มองว่านาฬิกาเป็นแค่เรื่องของแฟชั่น และความสวยงาม ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเก็งราคา ถ้าคุณกำลังมองหานาฬิกาสักเรือน ผมขอพาคุณไปรู้จักแบรนด์นาฬิกาน้องใหม่ ที่เพิ่งถือกำเนิดมาเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้นอย่าง BREDA Watch กันครับ

แรกสบพบเจอ ผมก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับ BREDA Watch อาจเพราะดีไซน์ที่ค่อนข้างคลิกกับรสนิยมของผม สาเหตุที่ได้มาเจอกับนาฬิกาแบรนด์นี้ทั้งที่ตัวบริษัทตั้งอยู่ไกลถึงเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังไม่มีชอปในไทยเลยสักแห่ง นั่นเป็นเพราะ Facebook ยิงโฆษณาอย่างแม่นยำมาหาผม ที่กำลังมองหานาฬิกาสักเรือนผ่านการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

ภาพนาฬิกาสายโลหะรุ่น VISSER เหมือนรักแรกพบที่ทำให้ผมคลิกโฆษณาของ BREDA บนเฟซบุ๊ก เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฬิกาแบรนด์นี้ แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจกดซื้อเพราะถึงแม้แอดมินเพจจะบอกว่า “ขอโทษด้วย เราไม่มีชอปในไทยแต่เราส่งทั่วโลกนะ” แต่ด้วยมูลค่าของนาฬิการาคาที่พอจะคุยกันได้ 145 USD หรือราว 4,500 บาท บวกค่าส่งอีก 20 USD ประมาณเกือบ 600 บาท ก็ทำให้ลังเลว่า กี่วันถึง แล้วกว่าจะได้ของ กลัวจะเปลี่ยนใจไปชอบรุ่น VIRGIL นาฬิกาข้อมือที่ทรงใกล้กับ Cartier Tank ที่สุด แต่สายเป็นโลหะสีเงินและหน้าปัดสีครีม ที่ยังสองจิตสองใจอยู่แทน

สำหรับ BREDA เน้นภาพลักษณ์และดีไซน์ที่มีความโมเดิร์นทันสมัย และดีไซน์ที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ละคอลเลกชันจะแตกต่างกันชัดเจน เพื่อให้ผู้สวมใส่ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด อย่างที่เห็นได้ในคอลเลกชันล่าสุด ที่เน้นให้แสดงออกถึงความสนุกสนาน ง่ายๆ สบายๆ สปอร์ต กระฉับกระเฉง และความเป็นคนขี้เล่นไปในตัว ด้วยการออกแบบสายให้เป็นพลาสติกใส ดูวัยรุ่นและมีกลิ่นอายของความย้อนยุคไปด้วยในตัว สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ลงไปคือ ความมีสไตล์และดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา หยิบมาใส่ได้ในทุกโอกาสใน

สำหรับ BREDA ในบ้านเราอาจยังเป็นนาฬิกาน้องใหม่นอกกระแส แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กล้าเรื่องดีไซน์ ถ้าเทียบกับแบรนด์นาฬิกาแมสๆ ทั่วไปบ้านเรา ก็กล้าพูดได้เลยว่าหานาฬิกาที่ดีไซน์เหมือน BREDA ค่อนข้างยาก ถ้าไม่นับนาฬิกาแฟชันที่ผลิตแบบไร้คุณภาพ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ผมจะไม่สารภาพหักหลังคุณเหมือนบทความอื่นๆ ว่านี่คือบทความโฆษณาที่ BREDA จ้างผมมา แต่เนื่องด้วยสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าเว็บไซต์ไปดูนาฬิกาของ BREDA บ่อยจริงๆ (แม้ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ) ก็แค่ชอบเลยมาแนะนำบอกต่อปากต่อปาก เหมือนเพื่อนนั่งเมาท์กันแค่นั้นจริงๆ ครับ

ใครที่อยากรู้จัก BREDA ให้มากขึ้น เผื่อว่าคุณจะหลงรัก BREDA เหมือนผม https://www.bredawatch.com/

Brandon Webb หนุ่มวัย 19 ปี ที่กดสนีกเกอร์บนเว็บไซต์ทันทุกรุ่น รุ่นละเป็นร้อยๆ คู่ เพื่อขายต่อเอากำไรในตลาด Resale

สื่อดังอย่าง Entrepreneur จับหนุ่มจาก LA คนนี้มานั่งคุยหลังทราบว่าเจ้าตัวกดสนีกเกอร์แต่ละรุ่น ได้เป็นร้อยๆ คู่ และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Hypluxe ที่แหล่งรวมตัวสำหรับคนที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีซื้อ-ขายสนีกเกอร์แบบเขา

ในปัจจุบันตลาดสนีกเกอร์ Resale มีมูลค่ากว่า 1 พันล้าน USD (31,300 ล้านบาท) เนื่องจากสนีกเกอร์รุ่นใหม่ๆ ถูกนำออกมาวางขายแทบจะทุกอาทิตย์ บวกกับคนที่ซื้อมาเก็งกำไรทำให้ราคาเพิ่มขึ้นจากราคาป้ายหลายเท่า อย่างเช่นเมื่อปี 2018 Nike ปล่อยสนีกเกอร์รุ่นที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของอย่าง Off-White Air Jordan 1 ‘White’ ในราคา 190 USD (ประมาณ 6,000 บาท) ตอนนี้ในตลาด Resale ราคาสูงถึง 3,000 USD (94,000 บาท) เลยทีเดียว และ Webb เองก็ไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสอันหอมหวานนี้

สำหรับตัว Webb เขามีทีมที่คอยซื้อรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ที่ถูกวางขายบนเว็บไซต์ เรียกได้ว่ากว้านซื้อก็ไม่ผิด และเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงแน่ใจว่าจะได้กำไร เขาตอบอย่างมีหลักการว่ามันเป็นเรื่องของ “ความต้องการซื้อและความต้องการขาย” เพราะแค่ Nike กับ Adidas ก็ปล่อยรองเท้ารุ่นพิเศษ ทั้งแบบคอลแลบกับดาราเซเลบ หรือศิลปิน นักร้อง นักออกแบบ ทั้งหลาย เช่น Virgil Abloh หรือ Kanye West นี่ยังไม่นับรองเท้ารุ่นคลาสสิกต่างๆ ที่ถูกนำมาแปลงโฉมให้ไฉไลแล้วนำมาขาย คนที่จ้องจะซื้อมาเก็งกำไร ต้องรู้อยู่แล้วว่าสนีกเกอร์กำลังจะวางขาย รู้ว่ามีคนต้องการมัน บวกกับความลิมิเต็ด ทำให้ราคาสนีกเกอร์มีแต่ขึ้นกับขึ้น

แน่นอนว่าคงไม่ทุกคู่ที่จะราคาขึ้น เพราะมีหลายคู่ที่ราคาตก วิธีการเลือกสนีกเกอร์ของเขาใช้เกณฑ์ง่ายๆ เช่น ต้องเป็นงาน คอลแลบ ทำร่วมกับศิลปิน นักออกแบบ เซเลบ หรือรุ่นที่จัดทำขึ้นในโอกาสพิเศษ และรุ่นคลาสสิกที่เอามาตกแต่งแล้วขายใหม่ รวมถึงรุ่นดังๆ ในซีรีส์ Adidas Yeezy และ Nike Jordan 1 ด้วย

Webb บอกว่าเขามีแหล่งข่าววงในสำหรับให้ข้อมูลว่ารุ่นนี้จะวางขายกี่คู่ เลยทำให้พอเดาได้ว่ารุ่นไหนจะหมดไวจนทำให้กลายเป็นรุ่นลิมิเตด แต่จริงๆ แล้วการจะทำตัวเป็น Reseller สนีกเกอร์ ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับสนีกเกอร์เลยก็ยังได้ เพราะพวกบล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเว็บไซต์ข่าว ก็ออกมาบอกกันรายสัปดาห์กันอยู่แล้วว่าคู่ไหนจะปังหรือคู่ไหนจะแป้ก บอกแม้กระทั่งว่าจะวางขายบนเว็บไหนบ้าง เอาง่ายๆ คือ ถ้ามันเท่ สวย ไม่ซ้ำใคร คู่นั่นแหละราคาขึ้นแน่นอน

ส่วนเคล็ดลับในการซื้อทีละมากๆ ของเขาคือการใช้ “บอท” เขาบอกว่าสนีกเกอร์แทบทุกคู่ที่เขาซื้อ เขาซื้อบนเว็บไซต์ และนักเก็งกำไรคนอื่นๆ ก็ใช้บอทในการกดซื่อแทบทั้งนั้น บอทมีฟังก์ชันที่จะทำแทนแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะคอยเช็กว่ามีคู่ไหนที่วางขายบนเว็บไซต์บ้างในเวลาไม่กี่วิ แน่นอนว่ามนุษย์ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าจะเล่นกันแบบแฟร์ๆ ไม่มีทางจะชนะบอทได้เลย ส่วนใครที่ฟังแล้วอยากจะหาบอทมาใช้เขาบอกว่า ยาก เพราะบอทที่เปิดให้ใช้ฟรี ช้ากว่าบอทที่ใช้แบบส่วนตัวมากๆ ส่วนพวกที่ทำกำไรได้มากๆ เป็นพวกระดับท็อปที่มีคอนเนกชันกับนักลงทุน แฮกเกอร์ และพวกแหล่งข่าววงใน แน่นอนว่าก็ใช้โปรแกรมบอทแบบส่วนตัวเหมือนเขา ทำให้สินค้าส่วนใหญ่เมื่อวางขายแล้วหมดอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้ผลิตมาน้อย หรือหายไปไหนหรอก มันอยู่ที่นักเก็งกำไรแบบพวกเขานั่นเอง

การใช้บอทก็แค่ตั้งค่าว่า ต้องการรองเท้ารุ่นไหน ไซส์อะไรบ้าง ของเว็บไหน ด้วยประสบการณ์ เครื่องมือและเงินทุนที่เขามี ทำให้เขาไม่เคยพลาด เขาสามารถซื้อสนีกเกอร์หลายพันคู่ด้วยการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ขณะที่หลายๆ คนต้องไปกางเตนท์เพื่อรอคิวซื้อรองเท้าเพียงคู่เดียว เห็นแบบนี้แล้วเขาก็รู้สึกผิดนิดหน่อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นเกม

ต้นทุนและกำไรของรองเท้าแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไป เป้าหมายแรกคือต้องซื้อให้ได้มากที่สุดก่อนที่ของจะหมด อย่างตอนที่ Off-White Air Jordan 1 ‘White’ วางขาย Webb กดคนเดียวได้มา 100 คู่ และคนอื่นๆ ในทีมก็ได้ประมาณนี้เช่นกัน ราคาต้นทุนก็ตกคู่ละ 190 USD (ประมาณ 6,000 บาท) เสียค่าเซ็ตบอทประมาณ 6,000 USD (187,500 บาท) รวมทั้งหมด 25,000 USD (781,250 บาท) ซึ่งรุ่นนี้วางขายแค่ในยุโรปเท่านั้น ทำให้ราคาเพิ่มจาก 190 USD เป็น 1,000 USD (31,250 บาท) ภายในวันเดียวกันกับที่สนีกเกอร์วางขาย แต่วันนี้สนีกเกอร์คู่ละ 190 USD 100 คู่ของเขา มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 290,000 USD (9,062,500 บาท) นับว่าคุ้มค่ากับแรงที่เสียไป ส่วนรุ่นที่ฮิตน้อยกว่าอย่าง Yeezy อาจทำกำไรได้แค่ 200 USD ต่อคู่ ซึ่งต้องสต็อกไว้เป็นพันคู่ถึงจะคุ้ม

เมื่อได้สนีกเกอร์มาแล้ว Webb ก็นำไปขาย ซึ่งการขายสนีกเกอร์ในสมัยนี้ เปลี่ยนไปจากอดีตมาก เพราะมีเว็บไซต์รองรับตลาดนี้โดยเฉพาะอย่าง StockX, Hypremium และ GOAT สามารถทำทุกอย่างได้ผ่านเว็บและแอป เว็บพวกนี้ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างคนซื้อและคนขาย เพื่อให้มันใจว่าคนขายจะได้รับตัง และคนซื้อจะได้รับของแท้ ทำให้การต่อรอราคาและการซื้อขายเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

สำหรับนักเก็งกำไรมือใหม่ ถ้าทำจริงๆ จังๆ สามารถทำกำไรได้หลายพันเหรียญต่อเดือน แต่คนที่ Webb สอนส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษามหาลัย ที่ไม่ค่อยจริงจัง ทำเป็นงานอดิเรกเพื่อหารายได้เสริม สนีกเกอร์ปล่อยออกมาแทบทุกวัน ต่อให้คุณซื้อมาแล้วขายไม่ออกก็สามารถนำไปคืนภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่บริษัทกำหนด ก็สามารถเอาเงินที่เสียไปคืนมาได้โดยไม่มีอะไรต้องเสียเลย

กระบวนการนี้ยังเป็นการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย โดยทั้งร้านค้า ร้านสาขา รวมถึงเว็บไซต์ ก็ออกมาขัดขวางด้วยการกำหนดจำนวนต่อคนที่สามารถซื้อได้ โดยเฉพาะสนีกเกอร์รุ่นที่ฮิตๆ และผลิตออกมาน้อย เรื่องตลกคือบางแบรนด์ถึงขั้นจ้างบริษัทรักษาความปลอยภัยทางไซเบอร์มาเพื่อจัดการกับบอทที่คอยกว้านซื้ออยู่บนเว็บไซต์เลยทีเดียว เป็นธรรมดาของธุรกิจที่มีกำไรสูง เป็นเรื่องที่ต้องชิงไหวชิงพริบกัน แต่ท้ายที่สุดมันก็จะมีช่องโหว่เสมอ

เทรนด์ที่คนสนใจเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปล่อยมันผ่านไปอย่างสูญเปล่า กว่าจะรู้ตัวว่าสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากมันได้ก็สายไปแล้ว บางครั้งโอกาสก็มาโดยไม่ทันตั้งตัว นี่ก็เป็นเรื่องที่ Webb เชื่อคือ ถ้าเห็นโอกาส ให้รีบคว้าไว้

5 สถานที่ท่องเที่ยวใน Game of Thrones ที่แฟนซีรีส์เรื่องนี้ห้ามพลาด

ปิดฉากกันไปเป็นที่เรียบร้อยกับการเดินทางอันยาวนานนับทศวรรษของซีรีส์ Game of thrones กว่าจะเดินทางมาถึงซีซันสุดท้ายซีซันที่ 8 เรียกได้ว่าแฟนๆ คนไหนคลอดลูกตอนซีซัน 1 ตอนนี้คงเดินได้แล้ว ช่างยาวนานเสียเหลือเกิน

สำหรับซีซันสุดท้ายนี้บางคนอาจจะไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไหร่ เพราะมีกระแสบ่นอุบอิบจากแฟนทั่วโลก เกือบจะทุก Ep. ว่า อีหยังวะ! แต่ยังไงก็ช่าง เพราะรักหรอกนะจึงให้อภัย

บางคนก็เฝ้ารอภาคปฐมบท ระหว่างนี้เราก็มีสถานที่ถ่ายทำในซีรีส์เรื่องนี้มาให้ตามรอยกัน สำหรับคนที่มีเวลาว่าง หรือคนที่กำลังแพลนวันหยุดยาวที่ยังไม่ใกล้จะถึง และสำหรับคนที่วันลาเหลือๆ ขอกเลยว่าแต่ละสถานที่นั้นสวยจนสตันท์ และไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น เรามีแถมแหล่งช็อปปิงสำหรับสายแฟชันอย่างชาว WAD. อีกด้วย

1. อุโมงค์ต้นไม้สุดยิ่งใหญ่ – The Dark Hedges of Armoy

Game of Thrones
Credit: ANDIA/UIG VIA GETTY IMAGES
ที่ตั้ง: เทศมณฑลแอนทริม (County Antrim), บัลลีมันนี (Ballymoney), ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)
ปรากฎใน Seanson 2 Ep.1 “The Night Lands”

ฉากที่ อาร์ยา สตาร์ค (Arya Stark) ปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายเพื่อหนีออกจาก คิงส์ แลนดิง (King’s Landing) เพื่อเดินทางไปหา จอน สโนว์ (Jon Snow) ที่ดินแดนเหนือ เป็นเส้นทางที่ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สองข้างทาง ในซีรีส์ตั้งชื่อให้ว่า Kingsroad เชื่อมระหว่าง Castle Black กับเมืองหลวง

การเดินทาง: ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่น่าหลงใหลอันถูกปกคลุมด้วยต้นบีช (Beech) ขนาดใหญ่สองข้างทาง ซึ่งต้นบีชเหล่านี้มีอายุกว่า 200 ปี ถูกปลูกโดยราชวงศ์สจวต (Stuart Family) เป็นถนนที่นำไปสู่แมนชันสถาปัตยกรรมสไตล์จอร์เจียน อยู่ห่างจากเบลฟาสต์ (Belfast) ไปประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งรถ Translink Ulterbus สาย 178 ต้นสาย Coleraine ปลายสาย Ballycastle ลงป้าย Clintyfinnan หรือบอกพนักงานว่าไป Dark Hedges ไม่ก็ The Hedges Hotel ลงป้ายแล้วเดินต่ออีก 20 นาที

สิ่งที่น่าสนใจ: สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ จึงเหมาะแก่ช่วงเวลาแห่งการชอปปิงหลังเที่ยวเสร็จ หรือไม่ก็ไปที่ Titanic Belfast ที่ที่มีสตูซาวด์สเตจ (Sound stages) ของ Game of thrones อยู่แถวนั้น ถ้าโชคดีก็อาจได้เจอนักแสดงในเรื่องก็เป็นได้นะ

2. ชายหาดดาวน์ฮิลล์ – Downhill Strand

Game of Thrones
Credit: ANDIA/UIG VIA GETTY IMAGES
ที่ตั้ง: เทศมณฑลลอนดอนเดอร์รี (County Londonderry), โคเลอเรน (Coleraine), ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)
ปรากฎใน Season 2 Ep.2 “The North Remembers”

มาให้เห็นกันทั้งซีซันสำหรับฉากนี้ที่ สแตนนิส บาราเธียน (Stannis Baratheon) ซ่อนตัวจากพี่ชายของเขา โรเบิร์ต บาราเธียน (Robert Baratheon) อีกครั้งนึงก็ใน Season 7 Ep.3 “The Queen’s Justice” กับฉากการพบกันครั้งแรกของ เดเนริส ทาร์เกเรียน (Daenerys Targaryen) กัน จอน สโนว์ (Jon Snow)

การเดินทาง: หาดดาวน์ฮิลล์อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Castlerock สถานที่อันเป็นแหล่งกำเนิด Dragonstone แต่ที่นี่ไม่มีปราสาทแบบในซีรีส์ให้ดู เพราะปราสาทถกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำโดยเฉพาะในสถานที่อื่น และใส่ CGI เข้าไปจนกลายเป็นฉากอันอลังการที่เราเห็นกัน การเดินทางจาก Belfast ไปได้หลายวิธี แต่ค่อนข้างลำบาก เพราะรถสาธารณะยังเข้าไม่ถึง ป้ายใกล้สุดยังต้องเดินต่ออีกเกือบ 40 นาที แนะนำให้หารถเช่าไปง่ายกว่า

สิ่งที่น่าสนใจ: ด้านบนหน้าผาเป็นที่ตั้งของวัดโบราณมุสเซนเดน (Mussenden Temple) เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและงานดนตรีตลอดทั้งปี ส่วนด้านล่างก็เป็นหนึ่งชายหาดที่ยาวที่สุดในไอร์แลนด์เหนือระยะทางกว่า 11 กม. ให้ชมวิวริมหาด บางคนก็เล่นเซิร์ฟ ไม่ก็อาบแดด ถ้าดื่มดำบรรยากาศริมหาดจนเบื่อแล้วก็มี Castlerock Golf Club ให้อวดวงสวิง หรือจะไปที่ตัวเมืองโคเลอเรนเพื่อเดินตลาดหาไรกินก็ได้

3. ปราสาทดูน – Doune Castle

Game of thrones
Credit: ANDIA/UIG VIA GETTY IMAGES
ที่ตั้ง: เทศมณฑลแอนทริม (County Antrim), เมืองดูน, สก็อตแลนด์ (Scotland)
ปรากฎใน Season 1 Ep.1 “Winter is Coming”

ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 30 ถูกใช้ปราสาทเมืองหลวงแห่งดินแดนเหนือนามว่า Winterfell อันเป็นบ้านของตระกูลสตาร์ค บริเวณภายนอกของประสาทถูกใช้หลายช็อตในซีรีส์ ส่วนภายในประสาทถูกถ่ายให้เห็นใน Season 1 Ep.1 ฉากที่ราชาโรเบิร์ต บาราเธียน มาเยี่ยมเน็ด สตาร์ค

การเดินทาง: ปราสาทดูนห่างจากเอดินเบอระ (Edinburgh) เมืองหลวงของสก็อตแลนด์ประมาณ 1 ชั่วโมง การเดินทางจากเอดินเบอระไปที่ Loch Ness มีอยู่ 3 วิธี 1. นั่งรถบัสสาย G90, M90 หรือ M91 จากต้นทางป้ายเอดินเบอระ ไปลงที่ ป้ายอินเวอร์เนส (Inverness) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วต่อรถบัสสาย 917, 919, 920 หรือ 119 ไปลงที่ป้าย Bunloit, Achnahannet Farm ใช้เวลาประมาณ 40 นาที รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงนิดๆ รถบัสแต่ละสายจะต่างกันที่เวลาออก 2. นั่งรถไฟไปลงที่ ป้ายอินเวอร์เนส (Inverness) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่งโมงครึ่งเท่าๆ กัน แล้วต่อรถบัสสาย 917, 919, 920 หรือ 119 ไปลงที่ป้าย Bunloit, Achnahannet Farm เหมือนเดิมรวมแล้วใช้เวลาพอๆ กันกับวิธีแรก 3. รถส่วนตัวหรือเช่ารถใช้เวลา 3 ชั่วโมง 5 นาที

สิ่งที่น่าสนใจ: ณ ปราสาทแห่งนี้ อยู่ใกล้กับทะเลสาบ Loch Ness ขนาดใหญ่ที่มีคนพบเห็นสัตว์ประหลาด Nessie ในตำนาน หรือจะลองไปชิมวิสกี้แถวๆ นั้นดูก็ชิลล์ไม่หยอก ผู้คนที่มาที่นี่นอกจากนั่งท่องเที่ยวแล้ว ไม่ได้มีแค่แฟนซีรีส์ Game of thrones เท่านั้น แต่อาจจะมีแฟนจากหนังเรื่อง Monty Python and the Holy Grail ด้วย แถวนั้นจะมีไกด์จากหนึ่งในสมาชิกของ Monty Python อย่าง Terry Jones แล้ว ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นที่จัดงานประจำปี Monty Python Day อีกด้วย โดยมีค่าเข้าปราสาทประมาณ 10 USD ส่วนชาว WAD. เที่ยวเสร็จแล้วอย่าลืมแวะไปเอดินเบอระชอปปิงกันสักหน่อย ขะแนะนำว่าอย่าพลาดร้าน Xile, Focus และ Pieute

4. ท่าเรือบอลลินทอย – Ballintoy Harbour 

Game of Thrones
Credit: ANDIA/UIG VIA GETTY IMAGES
ที่ตั้ง: เทศมณฑลแอนทริม (County Antrim), หมู่บ้านบอลลินทอย, สก็อตแลนด์ (Scotland)
ปรากฎใน Season 1 Ep.2 “The Night Lands

บอลลินทอยเป็นหมู่บ้านชาวประมง ถูกใช้เป็นฉาก Landsport ท่าเรือแห่งเมืองไพก์ (Port of Pyke) หนึ่งในแปดของ Iron Islands และเป็นบ้านของ ธีออน เกรย์จอยส์ (Theon Greyjoy)

การเดินทาง: ท่าเรือบอลลินทอยอยู่ห่างจากเบลฟาสต์ (Belfast) ประมาณ 1 ชั่วโมง แถมอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอย่างทางเดินยักษ์ (Giant’s Causeway) ที่เป็นแท่งหินสมมาตรเรียงตัวเหมือนทางเดินอันลึกลับยิ่งใหญ่ สามารถเดินทางได้ 3 วิธี 1. คือโดยรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 2. คือรถไฟจากสถานี Belfast Lanyon Place ไปที่สถานี Coleraine ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และต่อรถบัสสาย 402a, 402 หรือ 172 จาก Coleraine ไปลงป้าย Bollyntoy Youth Hostel ใช้เวลาประมาณ 54 นาที รวมประมาณ 3 ชั่วโมง 3. โดยรถบัสนั่งสาย 218 หรือ 218a จากป้าย Belfast Bridge Street ไปลงป้าย Coleraine และนั่งรถบัสสาย 402a, 402 หรือ 172 ไปลง Bollyntoy Youth Hostel เหมือนเดิม

สิ่งที่น่าสนใจ: เดินชิลล์เรียบชายฝั่งหรือท่าเรือของหมู่บ้านประมงสุดแปลกตาแห่งนี้ หรือเดินถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ในซีรีส์ ไม่ก็แวะไปสถานที่มรดกโลกโดย UNESCO อย่าง Giant’s Causeway ถ้าเบื่อแล้วก็แว้บไปปราสาทดันลูส (Dunluce Castle) ปราสาทในยุคกลางที่เป็นบ้านของ ธีออน เกรย์จอยส์ ห่างจากท่าเรือไป 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งสามารถไปที่ปราสาทโดยสะพานหลักทางเดียวเท่านั้น

5. ปราสาทวอร์ด – Castle Ward

Game of thrones
Credit: HBO

ที่ตั้ง: Downpatrick, County Down, Northern Ireland

ปรากฎใน Season 1 Ep. 1 “Winter is Coming”

Castle Ward ถูกทำให้เป็นปราสาทแห่งวินเทอร์เฟล บ้านของตระกูลสตาร์คในซีรีส์ ตั้งแต่ฉากแรกในตอนแรกของซีซันแรก เป็นฉากประทับใจ ที่ตระกูลสตาร์คยังอยู่กันอย่างอบอุ่นและสงบสุข รวมถึงเป็นสถานที่ที่รวมเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างสงครามกับ White Walker ในซีรีส์ไว้ด้วย

การเดินทาง: ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากเบลฟาสต์ (Belfast) 40 นาที, ห่างจากดับลิน (Dublin) 20 นาที และห่างจากลอนดอน (London) เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ปราสาทวอร์ดเป็นสถานที่สำหรับคนที่มาตามรอยซีรีส์ Game of Thrones ต้องห้ามพลาด ส่วนวิธีการเดินทางจากเมืองต่างๆ สามารถเช็ครายละเอียดได้ในลิงค์ด้านล่างเลย

จาก London ไป Castle Ward Click
จาก Belfast ไป Castle Ward Click
จาก Dublin ไป Castle Ward Click

สิ่งที่น่าสนใจ: กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือสัมผัสประสบการณ์แบบในซีรีส์ประหนึ่งเป็นบุตรแห่งสตาร์ค ใส่ผ้าคลุมขนสัตว์ ฝึกยิงธนู และผจญภัยในป่าที่ครอบครัวสตาร์คเจอไดร์วูฟ (Direwolves) หรอจะลองขึ้นไปเช็กความสูงบนหอคอยที่ แบรนดอน สตาร์ค (Brandon Stark) ถูกเจมี แลนนิสเตอร์ (Jamie Lannister) ผลักตกลงมา ไม่ก็ไปเดินเล่นในหลุมฝังศพแห่งวินเทอร์เฟล Winterfell Crypt ใครที่ยังฟิตก็มีจักรยานให้เช่าปั่นชมบรรยากาศรอบๆ สถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ขอให้ลอร์ดทุกท่านสนุกสนานในการเดินทางชมทั่วทั้งดินแดนแห่ง Game of Thrones นะครับ 🙂

รวมภาพ Sneaker ที่เหล่า Sneakerhead ใส่ไปงาน Sneaker Con ครั้งแรกของจีนในเมืองเซี่ยงไฮ้ และภาพบรรยากาศ

จัดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับงาน Sneaker Con ครั้งแรกในประเทศจีน ประเดิมกันที่เมืองเซี่ยงไฮ้ งานนี้เรียกเสียงฮือฮาและการตอบรับของเหล่าสนีกเกอร์เฮดในจีนกันอย่างล้นหลาม เพราะนอกจากจะเป็นงานที่ขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากันแล้ว ยังเป็นงานที่เปิดให้เหล่าคนรักสนีกเกอร์ใส่รองเท้าหายากในกรุของตัวเองมาขิงกันได้เต็มที่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์เจ้าถิ่นของจีนอย่าง ANTA, Xtep, PEAK, CBA และ 361° ได้มาโชว์สินค้าใหม่ๆ ดีไซน์ล้ำๆ และนวัตกรรมแห่งอนาคต แก่สายตาผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงแบรนด์ดังสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง A Bathing Ape ก็ไม่พลาดงานนี้ จัดบูธไลน์อัพ AAPE ชูสนีกเกอร์ตัวใหม่ล่าสุดทั้ง AAPE+ Awakening EX และ AAPE+ Potential SS ให้ได้ชมกันชัดๆ รวมถึงรองเท้าวิ่งสไตล์วินเทจ AAPE Dimension ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้

สำหรับงานนี้จัดขึ้นในอาคารใหญ่บนพื้นที่ 3 ฮอลล์ ฮอลล์แรกจะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงหลักกินพื้นที่ประมาณ 1 สนามบาส ฮอลล์ติดกันก็เป็นงานจัดแสดงอื่นๆ ไล่ๆ กันมา จนถึงฮอลล์สุดท้ายที่เป็นไฮไลท์และเป็นจุดที่คึกครื้นที่สุดของงาน ซึ่งเป็นฮอลล์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และมีโซน Sneaker Customizing สำหรับตกแต่งรองเท้าด้วย

เท่าที่สังเกตภายในงานผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใส่สนีกเกอร์แบรนด์หรูอย่าง Balenciaga หรือ Gucci แต่พบว่าที่ฮิตที่สุดจะเป็นพวก Air Jordan 1 รองมาเป็น YEEZY Boost 350 V2 และ Virgil Off-White x Nike “The Ten” และหลายคนที่ใส่รุ่น Air Jordan 1 “Cactus Jack” และรุ่น Sacai x Nike LDWaffle

งานครั้งแรกในประเทศมีสิ่งที่น่าสนใจคือ การได้ครอบครองรองเท้ารุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมอาจไม่เพียงพอสำหรับที่นี่ เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีคนจำนวนมหาศาล ทำให้มีโอกาสสูงมาก ที่จะเดินไปแล้วเจอคนนู้นคนนี้ใส่สองเท้าคู่เดียวกัน จึงเป็นที่มาของโซน Sneaker Customizing ขึ้นมา เพื่อให้เหล่าสนีกเกอร์ได้ตกแต่งสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อะไรแบบนี้ทำให้นึกถึงเซียนแต่งรองเท้าอย่าง Diversitile, Mathamphibian

และ SBTG ที่แต่งรองเท้าที่มีความโดดเด่นทั้งด้านโครงสร้างและสี นำมาตั้งชื่อรุ่นของตัวเองเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยภายในงานก็จะมีผลงานการคอสตอมที่โดดเด่นเรียกเสียงฮือฮาอย่าง Air Force 1 รุ่น Pornhub หรือ Air Jordan 1 รุ่น Timberland เป็นต้น

16 น้ำหอมออกใหม่แห่งฤดูใบไม้ผลิ 2019

เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน หลายแบรนด์ก็มักจะมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาต้อนรับฤดูนั้นๆ อยู่เสมอ แน่นอนว่าตลาดน้ำหอมเองก็เช่นกัน สำหรับฤดูใบไม้ผลิปีนี้ แบรนด์ต่างๆ ก็ได้ออกน้ำหอมตัวใหม่ออกมาต้อนรับฤดูดอกไม้บานกันหลายแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าฤดูนี้ก็ต้องนึกถึงดอกไม้และธรรมชาติ น้ำหอมส่วนใหญ่ก็จะมีกลิ่นที่ทำให้นึกถึงกลิ่นของดอกไม้ไม่ก็มีส่วนผสมของสารสกัดจากดอกไม้ สำหรับรอบนี้จะมีน้ำหอมจากแบรนด์ไหนบ้างนั้นไปชมกันเลย

1. Maison Margiela Under The Lemon Trees Eau De Toilette

ราคา $126.00

2.Moschino Toy 2 Eau de Parfum

ราคา $96.00

3. Miu Miu Twist Eau de Parfum

ราคา $125.00

4. Jimmy Choo Floral Eau de Toilette

ราคา $60.00

5. Roos & Roos A Capella Eau de Parfum

ราคา $150.00

6. Badgley Mischka Eau de Parfu

ราคา $115.00

7. Tory Burch Love Relentlessly Fou de Toi Eau de Parfum

ราคา $120.00

8. Gucci Flora Gorgeous Gardenia Eau de Toilette For Her

ราคา $78.00

9. Chanel Chance Eau Tendre Eau de Toilette

ราคา $62.00


10. Tom Ford Beau de Jour

ราคา $605.00


11. Memo Paris Tamarindo Eau de Parfum

ราคา $295.00


12. AllSaints Sunset Riot

ราคา £49.00


13. Cartier Carat Eau de Parfum

ราคา $72.00


14. Burberry Her Eau de Parfum

ราคา $121.00


15. Marc Jacobs Fragrances Daisy Sunshine

ราคา $84.00


16. Ariana Grande Cloud Eau de Parfum

ราคา
$60.00


Source ELLE

10 อันดับสนีกเกอร์ที่แพงที่สุดแห่งปี 2018

ภาพจาก Highsnobiety

หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรองเท้าสนีกเกอร์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ตลอดปี 2018 เราเห็นแบรนด์ต่างๆ ปล่อยสนีกเกอร์ออกมาวางขายเป็นจำนวนมาก รวมถึงโปรเจคต่างๆ ที่เรียกว่างาน Collaboration หรือร่วมกันออกแบบ และนำมาวางขายในจำนวนจำกัดแบบ Limited-edition ที่ได้รับความนิยมกันอย่างล้นหลาม

ด้วยจำนวนสนีกเกอร์ในตลาดที่มากขึ้น และรุ่นหายากถูกปล่อยออกมามากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสนีกเกอร์มือสอง หรือ ตลาด Resale คือสถานที่ที่คนนำสนีกเกอร์รุ่นหายากมาอัพราคาขายต่อกัน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31,720 ล้านบาท) ในปี 2016 และดูจากสถิติคาดว่าตลาดของรองเท้าทั้งหมด ที่เป็นสนีกเกอร์หรือทรงรองเท้านักกีฬา มีแนวโน้มมูลค่าสูงถึง 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025

ด้วยเหตุนี้ ทาง Highsnobiety จึงได้ร่วมมือกับเจ้าพ่อแห่งวงการสนีกเกอร์อย่าง StockX ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีคนนำรองเท้ามาวางขายหรือประมูลกันในราคาที่เรียกได้ว่าถ้าใจไม่รัก คงซื้อไม่ลงจริงๆ โดยทั้งสองร่วมมือกันจัดอันดับสนีกเกอร์ที่ถูกปั่นราคาจนสูงมากที่สุด 10 อันดับ แห่งปี 2018

Kobe Bryant ยังเก๋าอยู่

ภาพจาก Highsnobiety

Kobe Bryant นักบาสเก็ตบอล NBA ชื่อดัง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงเล่นมาหลายปีแล้ว แต่ผลงานของเขายังคว้าตำแหน่งสนีกเกอร์ที่แพงที่สุดในปี 2018 มาได้ นั่นคือสนีกเกอร์รุ่น Flight Jacket UNDEFEATED x Nike Zoom Kobe 1 Protro เป็นสนีกเกอร์รุ่นซิกเนเจอร์คู่แรกที่เกิดจากความร่วมมือกับแบรนด์ UNDEFEATED ราคาขายต่ออยู่ที่ประมาณ 3,904 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120,000 บาท) ซึ่งแพงกว่ารุ่น Art Basel SoleFly x Nike Air Jordan 1 อยู่นิดหน่อย เพราะดันมีคนปล่อย Art Basel ออกมาสู่ตลาดถึง 23 คู่ทำให้ตกไปอยู่อันดับ 2 แทน แต่ก็นับว่าเป็นรองเท้าที่หายากทั้งคู่

จากภาพด้านบนนอกจากจะมีรองเท้า Nike ฟาดไปทั้งหมด 6 อันดับ จาก 10 แต่ก็มีคนเก๋าอย่าง INVINCIBLE x adidas Futurecraft 4D แทรกมาอยู่ในอันดับที่ 3 ซึ่งราคาขายต่อเฉลี่ยอยู่ที่ 2,061 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 65,000 บาท) และ Balenciaga Triple S สีครีม-เหลือง-แดง ชิงอันดับ 6 ไปในราคา 1,584 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 50,000 บาท)

จากการครองอันดับของ Nike แสดงให้เห็นบ้างแล้วว่าอะไรที่เป็นเทรนด์ของปี 2018 และจากอันดับทั้ง 10 จะเห็นว่ามีรองเท้าบาสเก็ตบอลถึง 2 คู่ที่ติดอันดับคือ อันดับ 1 ของ Kobe และ อันดับที่ 7 Ray Gun ของ Kyrie Irving เป็นข้อพิสูจน์ว่านักกีฬาชื่อดังหรือผู้เล่นระดับโลกยังมีอิทธิพลกับวงการสนีกเกอร์อยู่

นอกจากนี้ดูเหมือนว่าแฟนๆ สนีกเกอร์พร้อมจะจ่ายไม่อั้นกับแบรนด์ที่เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นฝั่ง Adidas ที่มีพื้นรอง Carbon 4D ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของสนีกเกอร์ Adidas ในอนาคต ในส่วนของ Nike เองก็มีเทคโนโลยี Zoom Vaporfly Elite ที่ออกแบบมาเพื่อนักวิ่งมาราธอนโดยเฉพาะ

เห็นได้จากมีรองเท้า Nike ที่เป็นรุ่น Zoom Vaporfly Elites ติดอันดับถึง 3 คู่ด้วยกัน เป็นรองเท้าที่ถูกทำออกมาขายในจำนวนจำกัดและประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยอันดับสูงสุดคือรุ่น Chicago Marathon อยู่อันดับ 5 ในราคา 1,600 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 50,700 บาท) ตามมาด้วย Nike Zoom Vaporfly Elite Flyprint ในอันดับที่ 8 ราคาเฉลี่ย 1,461 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 46,300 บาท) และ London Marathon ในอันดับ 9 ราคา 1,450 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 46,000 บาท)

และยังมีสนีกเกอร์รุ่นอื่นๆ ของ Nike ตามมาเป็นขบวนคือ รุ่น Sail Art Basel SoleFly x Nike Air Jordan 1 ชิงอันดับ 4 ในราคา 1,921 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 60,900 บาท) Ray Gun Nike Kyrie 3 อยู่อันดับ 7 ราคา 1,520 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 48,200 บาท) และ CLOT x Nike Air Force 1 รั้งท้ายอันดับ 10 ราคา 1,430 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 45,300 บาท)

ยิ่งกล้าเสี่ยง ยิ่งกำไร (ถ้านำเทรนด์นะ)

ภาพจาก Highsnobiety

ในปี 2018 ที่ผ่านมามีจำนวนเงินมหาศาลหมุนเวียนในวงการของคนรักสนีกเกอร์ จะเห็นได้จากกราฟในภาพด้านบน ที่แสดงให้เห็นถึงราคาของสนีกเกอร์ 10 อันดับ ที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นจากราคาเดิม โดยเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์

จะเห็นว่าจากทั้ง 10 อันดับส่วนใหญ่ก็ถูก Nike กวาดเรียบไปอีกเช่นเคย มี Air Jordans รุ่นเก่าถึง 4 คู่ จากทั้ง 10 อันดับนี้ และจากทั้งหมดของ Nike มี 5 คู่ ที่เป็นรองเท้าบาสเก็ตบอล ยิ่งย้ำให้เห็นว่านักกีฬาที่มีชื่อเสียงยังคงมีอิทธิพลต่อวงการสนีกเกอร์มากแค่ไหน มีเพียงอันดับเดียวคืออันดับที่ 6 ที่ไม่ได้เป็นของ Nike แต่เป็น Crocs Dimitri Clog ที่เป็นผลงานของ Post Malone เท่านั้น

จากกราฟจะเห็นว่า 4 อันดับแรกมีราคาเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1200% โดยอันดับ 1 ที่มีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ Art Basel SoleFly Air Jordan 1 ของ Nike ซึ่งเป็นรุ่นที่หายากมากๆ โดยราคาเดิมอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,000 บาท) เท่านั้น แต่ล่าสุดคือราคาเพิ่มขึ้นเป็น 3,901 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 124,000 บาท) เลยทีเดียว โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ถึง 2,438%

ตามมาด้วยอันดับที่ 2 อย่าง Flight Jacket UNDEFEATED x Nike Kobe 1 Protro ที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 2,168% ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรองเท้าที่ราคาแพงที่สุดแห่งปี 2018 ด้วยราคา 3,904 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120,000 บาท) แต่ด้วยราคาเดิมที่สูงถึง 180 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,700 บาท) ทำให้ตกลงมาอยู่อันดับ 2 อย่างน่าเสียดาย

และอีกสองคู่ที่มีราคาเพิ่มมากกว่า 1,200% คือ Ray Gun Nike Kyrie 3 และ Sail Art Basel SoleFly Jordan 1 ราคาเพิ่มขึ้น 1,267% และ 1,200% ตามลำดับ

ในส่วนของรองเท้าบาสเก็ตบอลที่กวาดอันดับไปจนเหี้ยนโดยมี Air Jordan รุ่นเก่าติดอันดับถึง 4 คู่ บ่งบอกว่าโลโก้ Jumpman ของ Air Jordan กลับมาทวงที่ยืนในปี 2018 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนจะเกิดการ Collaboration กันระหว่าง Vergil Abloh และสนีกเกอร์รุ่น The Ten ของ Nike ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในปี 2019 นี้นั้น Air Jordan รุ่นเก่าๆ โดยเฉพาะรุ่นที่หายากอย่าง Solefly Art Basel Miami หรือ Seoul Air Jordan 3 ได้กลายมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง เหล่าคนรักสนีกเกอร์ที่นำเทรนด์ รู้ว่าอะไรจะกลับมาฮิตก็คงได้กำไรกันไปถ้วนหน้า

ขอทางหน่อย YEEZY จะเดิน!

ภาพจาก Highsnobiety

ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงรองเท้าสนีกเกอร์ที่ขายดีที่สุด 10 อันดับแรก โดยเทียบจากส่วนแบ่งทางการตลาดซึ่งแต่ละอันดับมีความสัมพันธ์กัน อันดับ 1 ที่ยังไม่มีใครโค่นได้มาสักพักหนึ่งแล้วอย่าง Butter YEEZY Boost 350 V2 ครองส่วนแบ่งไปถึง 17% เป็นรองเท้าที่ถูกขายออกไปมากที่สุดบนเว็บ StockX ในปี 2018 จากการจัดอันดับล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา

รองมาอันดับ 2 ยังเป็น YEEZY Blush 500 ที่ครองส่วนแบ่งไปถึง 14% ซึ่งรองเท้า Adidas ทั้งหมดที่ติดอันดับมี่ 3 คู่ และทั้งหมดคือ YEEZY ส่วนคู่ที่ 3 รั้งอยู่อันดับที่ 7 คือ YEEZY 500 Utility Black ได้ส่วนแบ่งไป 9%

นอกนั้น อันดับที่เหลือถูกเหล่า Air Jordan ครอบครองไปทั้งหมดอย่างไม่น่าแปลกใจ เพราะถึงแม้ว่าแบรนด์ดังอย่าง Jordan จะเพิ่มปริมาณการผลิตสนีกเกอร์แต่ละรุ่นขึ้นทุกๆ ปี แต่ก็ไม่เคยพอสำหรับแฟนๆ เลยทำให้หลายๆ คนต้องรอซื้อในราคาขายต่ออยู่ดี

จากเหล่า Air Jordan ทั้งหมด สนีกเกอร์ที่นำโด่งแล้วคว้าอันดับ 3 ไว้ได้คือ Concord Air Jordan 11 ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ก็กินส่วนแบ่งไปถึง 10% ก่อนหมดปี 2018 ยิ่งเป็นการย้ำว่า Air Jordan ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ถึงแม้จะปล่อยออกมากี่รุ่นๆ แถมรุ่นนี้ยังเป็นสีแบบดั้งเดิมของรุ่น Concord อีกด้วย

ยังไม่พอเท่านั้นยังมี Nike รุ่น Air Jordan 1 ติดอันดับอีกถึง 5 คู่ ขอพูดถึงคู่แรกก่อนคือ Nike x Off-White Air Jordan 1 UNC เป็นรุ่นที่ถูกออกแบบร่วมกันโดยเจ้าพ่อแห่งวงการเครื่องแต่งกายแนวสตรีท และเจ้าพ่อแห่งวงการสนีกเกอร์อย่าง Virgil Abloh, Union Los Angeles และ Solefly แต่ก็มีคนที่บ่นเรื่องสีของเจ้าคู่นี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

อีก 4 คู่คือ Bred Toe, Game Royal, Homage to Home และ Shadow ที่ติดอยู่ใน 10 อันดับรองเท้าขายดี จาก Air Jordan 1 ทั้งหมด 60 แบบที่ถูกปล่อยออกมาในปี 2018

Source Highsnobiety

หรือมนุษย์จะไม่จำเป็นอีกต่อไป! เมื่อนักลงทุนหันมาสนใจ Virtual Influencers กันมากขึ้น

Brud บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังสาวน้อย Lil Miquela ตัวละครเสมือนจริงที่มีผู้ติดตามใน IG กว่า 1.5 ล้าน

Brud คือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการสร้างบุคคลเสมือนจริง หรือ Virtual Character อย่างสาวน้อย Lil Miquela ซึ่งตอนนี้มูลค่าของบริษัทมีค่าสูงถึง 123 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบๆ 4 พันล้านบาท จากการระดมทุนรอบล่าสุด ในขณะที่บริษัทด้านการลงทุนอย่าง Shadows, SuperPlastic และ Toonstar ก็กำลังทำการพัฒนาบุคคลเสมือนจริง และจะทำการปล่อยสู่ช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงสื่ออื่นๆ ของตัวเองด้วยเช่นกัน

เป็นที่น่าจับตามองว่าในยุคนี้ผู้คนจะสามารถเปิดใจให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ เพราะ Lil Miquela นั้นเป็นเพียงภาพเสมือนบนโลกออนไลน์ ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ที่หน้าตาเหมือนคนจนน่าขนลุก หรือที่เรียกกันว่า Uncanny Valley นอกจากนี้ Lil Miquela ที่น่าจะเป็น Virtual Character ที่ประสบความสำเร็จที่สุด จนมียอดผู้ติดตามใน Instagram ถึง 1.5 ล้านคน ก็น่าจะสะท้อนให้นัยสำคัญอะไรบางอย่าง

นักลงทุนหลายรายที่อยู่เบื้องหลังบริษัทเหล่านี้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในระบบสตูดิโอรูปแบบใหม่ ซึ่งข้อดีของเจ้า Virtual Character ก็คือ ไม่ต้องกังวลเรื่องบุคลิกนิสัยด้านลบ หรือแม้กระทั่งข่าวฉาว และที่สำคัญคือมันสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

ภาพจาก https://www.instagram.com/lilmiquela/

Peter Rojas หนึ่งในหุ้นส่วนของบริษัท Betaworks Ventures บริษัทด้านการลงทุนในนิวยอร์กมองว่า Virtual Character กำลังจะกลายเป็นคอนเทนต์รูปแบบใหม่ และเราจะได้เห็นมันมากขึ้นในปี 2019 และ 2020 นี้

Brud เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ใน Los Angeles และเป็นบริษัทเกี่ยวกับ Virtual Character ที่มาได้ไกลที่สุดในอเมริกา ทั้งในแง่ของเงินทุน ที่ในปีที่แล้วสามารถระดมทุนไปได้กว่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 191 ล้านบาท จาก Sequoia Capital, Box Group และนักลงทุนรายอื่นๆ

ภาพจาก https://www.instagram.com/lilmiquela/

ยิ่งไปกว่านั้น ในการระดมทุนครั้งที่สอง Brud กวาดเงินไปได้ราวๆ 20-30 ล้านเหรียญสหัรฐ หรือประมาณ 640-957 ล้านบาท ในขณะที่ราคาประเมินมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 125 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท เป็นอย่างต่ำ

จุดเริ่มต้นของ Virtual Character

หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า Virtual Character นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จริงๆ แล้วการใช้ตัวละครกราฟฟิกนั้นได้เติบโตมาพร้อมๆ กับวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเราเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว นึกย้อนไปในช่วงปลายปี 2000 ที่วง Gorillaz ปล่อย MV เพลง Tomorrow Comes Today ก็ได้มีการใช้ตัวการ์ตูนแทนการใช้คนแสดง

หรือย้อนกลับไปอีกในช่วงกลางปี 1990 การ์ตูนเรื่อง Space Ghost Coast to Coast ของ Cartoon Network ก็มีการใช้ตัวการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มานั่งสัมภาษณ์ดาราที่เป็นคนจริงๆ ด้วยเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ก็มีตัวละครกราฟฟิกจากญี่ปุ่นที่มีแฟนคลับจำนวนมากทั่วโลก ที่หลายคนอาจรู้จักกันดีอย่าง Hatsune Miku

กระแสตัวละครเสมือนจริงกำลังค่อยๆ เป็นที่นิยมไปทั่วโลก อย่างในกรณีที่ญี่ปุ่นชายหนุ่มชื่อ
Akihiko Kondo ได้ทุ่มเงินกว่า 18,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 574,000 บาท เพื่อแต่งงานกับตัวละครอวาตาร์ที่ตัวเองชื่นชอบ และไม่ได้มีเพียงกรณีเดียว เพราะบริษัท
Gatebox ผู้ให้บริการติดตั้งเครื่องฉายโฮโลแกรมตามบ้านเผยว่า ได้ทำการจดทะเบียนสมรสให้คนที่ต้องการแต่งงานกับตัวละครอวาตาร์มาแล้วกว่า 3,700 ราย

Virtual Character คอนเทนต์แนวใหม่ที่จะมาพลิกโฉมโลกออนไลน์

Betaworks เป็นบริษัทที่กำลังทำการสำรวจความนิยมของเหล่า Virtual Character, สิ่งที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีที่ใช้สร้างเนื้อหารูปแบบใหม่ๆ ที่จะมาพลิกโฉมวงการบันเทิงและโซเชียลมีเดีย

โดย Betaworks เผยว่า กำลังมองภาพรวมในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการเนื้อหาหรือพวกเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นมา เราจะแยกมันได้อย่างไร ในขณะที่อัลกอริทึม และสิ่งที่เรียกว่า GANs: Generative Adversarial Networks (เทคโนโลยีที่ใช้ AI สองตัวทำงานแข่งกัน เช่น AI ตัวแรกจะทำการสร้างรูปคนที่เหมือนกับคนจริงๆ และ AI ตัวที่สองจะทำการตรวจสอบว่าเป็นรูปคนจริงๆ หรือถูกสร้างขึ้นโดย AI และจะทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนได้ภาพที่เหมือนกับคนจริงๆ มากที่สุด) ทั้งสองเทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้สร้างเป็นเนื้อหาทั้งภาพและวิดีโอ

สำหรับในเรื่อง Virtual Character นั้น Betaworks ก็มองว่า การพัฒนาเครื่องมือที่ทรงพลัง จะทำให้สามารถสร้าง Virtual Character ขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที จากที่ก่อนหน้านี้เราต้องใช้เวลาเป็นร้อยเป็นพันชั่วโมง และสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่วงการบันเทิงได้อีกด้วย เราอาจจะสามารถนำมันมาใช้แทนดารานักแสดงที่เป็นคนจริงๆ สร้างเป็นวิดีโอ จับมันแต่งตัวเพื่อรีวิวสินค้า โดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับการทำ CGI

โดยล่าสุด Betaworks ได้เดิมพันการลงทุนไปกับบริษัทสตูดิโอสร้าง Virtual Character อย่าง SuperPlastic ที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตของเล่นและของสะสมอย่างร้าน Kidrobot

Toonstar บริษัทที่ทำให้การสร้างแอนิเมชันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ทางฝั่งบริษัท Toonstar นั้น John Attanasio และ Luisa Huang สองผู้ก่อตั้งผู้มากประสบการณ์ ทั้งสองรู้จักกันที่ Digital Media Group ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Brothers

ทั้งสองสังเกตว่าบนโลกนี้มีจำนวนโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าเทรนด์ในการเสพข้อมูลข้องผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกำลังเป็นไปในทิศทางที่ผิด ทั้งสองจึงเริ่มคิดหาอะไรใหม่ๆ ที่ต้นทุนต่ำ มีมูลค่า และเป็นเหมือนสื่อออนไลน์ จนมองเห็นช่องโหว่ที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการทำแอนิเมชัน นั่นคือการจะสร้างแอนิเมชันนั้นเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน และค่อนข้างแพง ต้นทุนโดยทั่วๆ ไปราคาสูงถึง 3-5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 96-160 ล้านบาท บางทีกว่าจะทำเสร็จสักซีรีส์นึงก็กินเวลาไปหลายปี

ซึ่งทั้งสองคิดว่ามันนานเกินไปสำหรับการสร้างคอนเทนต์บนโทรศัพท์มือถือ เลยสร้างแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมา โดยเน้นให้ผู้ใช้สร้างคอนเทนต์ได้เอง เช่น ทำแอนิเมชันบน Youtube สร้างตัวละครอวาตาร์เพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ แล้วแชร์ไปอวดเพื่อนๆ บนโซเชียลมีเดียอื่นๆ แถมยังสามารถอัพโหลดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ Toonstar ได้อีกด้วย

หลังจากเปิดตัวแอปพลิเคชันไป บริษัท Toonstar ก็ได้ทำการปรับโมเดลธุรกิจของบริษัทใหม่ให้กลายเป็นสตูดิโอสร้างแอนิเมชันแบบปกติ โดยร่วมมือกับแอปพลิเคชัน Musical.ly (ภายหลังกลายเป็นแอปพลิเคชัน TikTok) สร้างการ์ตูนให้มาตอบโต้กับคนจริงๆ เหมือนกับเรื่อง Space Ghost Coast to Coast กลายมาเป็นเจ้าไก่ตัวสีฟ้า Poppy การ์ตูนฉายรายสัปดาห์ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่บริษัทผลิตขึ้นเอง ทำให้สามารถผลิตแอนิเมชันได้เร็วกว่าปกติ 50 เท่า และใช้ต้นทุนน้อยกว่าถึง 90 เปอร์เซ็นต์

โดยภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เจ้าไก่น้อย Poppy ก็มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน และมีฐานแฟนคลับของตัวเองอีกด้วย โดยมียอดเข้าชมกว่า 4.5 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงการ์ตูนเรื่องใหม่อย่าง Black Santa ที่เป็นผลงานร่วมกับ Baron Davis นักลงทุนด้านเทคโนโลยีและนักบาส NBA ชื่อดัง โดยวิดีโอทั้งหมดของ Toonstar มียอดเข้าชมรวมๆ แล้ว 45 ล้านครั้งต่อสัปดาห์เลยทีเดียว และล่าสุดก็ได้ข่าวว่ากำลังจะมีโปรเจคใหม่อีกด้วย

Shadows ตั้งเป้าสร้าง Virtual Character 20 ตัวต่อปี

บริษัท Shadows ก็กำลังพัฒนาสื่อเสมือนจริง (Virtual Media) อย่าง Virtual Character แล้ว แต่ก็ยังตามเทรนด์เทคโนโลยีเสมือนจริงอื่นๆ ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีนั่นคือ Virtual Reality หรือที่เรียกกันติดปากว่าเกม VR หรือ Augmented Reality อย่างเกม Pokemon Go นั่นเอง

ทางด้าน Shadows ยังคงจับตามองนวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีเกี่ยวกับโลกเสมือนจริง (Virtual World) และความเคลื่อนไหวของสื่อโซเชียลมีเดีย และยืนยันว่า Shadows ไม่ได้พยายามจะสร้างมนุษย์ แต่กำลังสร้างสิ่งที่ไม่ต่างกับการดูการ์ตูน Mickey Mouse, Looney Tunes หรือ Bugs Bunnies ในเวอร์ชัน 3 มิติ Virtual Character อาจจะดูคล้ายกับหุ่นยนต์ที่สร้างมาให้เหมือนมนุษย์ (Uncanny Valley) แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ตัวละครที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่อง ถ่ายทอดจินตนาการของมนุษย์ให้เหมือนอยู่ในโลกของเราจริงๆ ได้ และตั้งเป้าจะสร้าง Virtual Character ออกมาให้ได้ 20 ตัวต่อปี ทั้งนี้ ทาง Shadows ได้ปล่อย Virtual Charzter ออกมาแล้ว 2 ตัวด้วยกัน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าตัวไหน

Source: TechCrunch